ห้องเม่าปีกเหล็ก

เศรษฐศาสตร์เบื้องหลังความสำเร็จของ KPop Demon Hunters

โดย การ์ตูน
เผยแพร่ :
79 views

เศรษฐศาสตร์เบื้องหลังความสำเร็จของ KPop Demon Hunters

KPop Demon Hunters แอนิเมชันจากแพลตฟอร์ม Netflix

ที่สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกภายในเวลาอันสั้น

เพียงไม่กี่เดือนสามารถกวาดยอดผู้ชมรวมกว่า 518 ล้านวิว

ทำสถิติสูงสุดของทุกหมวดคอนเทนต์

คว้ารางวัล Golden Globe 2026 สาขา Best Animated Film และ Best Original Song

และเพิ่งชนะรางวัล Grammy สาขา Best Song Written For Visual Media อีกทั้งยังได้เข้าชิง Oscar

เพลงประกอบ Golden มียอดรับชมบน YouTube ทะลุ 1,000 ล้านวิว

ขึ้นอันดับ 1 ทั้ง Billboard Global 200 และ US Billboard Hot 100

ความสำเร็จนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่โลกแอนิเมชัน

แต่แผ่ขยายไปสู่อุตสาหกรรมดนตรีระดับโลก

เบื้องหลังภาพสวย เรื่องสนุก และเพลงติดหู

มี “กลไกทางเศรษฐศาสตร์” ซ่อนอยู่

 

 

Soft Power = Intangible Asset

K-Pop และวัฒนธรรมเกาหลีทำหน้าที่เสมือน

สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Asset)

จับต้องไม่ได้ แต่สะสมมูลค่ามายาวนาน

และให้ผลตอบแทนระยะยาว ใช้ซ้ำได้ และยิ่งใช้ ยิ่งทวีค่า

เมื่อ “แบรนด์เกาหลี” มีคุณค่าในสายตาโลกอยู่แล้ว

คอนเทนต์ใหม่จึงมีต้นทุนการตลาดที่ต่ำลง แต่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น

ทีมผู้สร้างไม่จำเป็นต้องอธิบายโลก K-Pop ใหม่ทั้งหมด

เพราะผู้ชมจำนวนมาก “เข้าใจบริบทอยู่แล้ว”

นี่คือการใช้ ทุนวัฒนธรรม (Cultural Capital) และจิตวิญญาณของเกาหลี

ตั้งแต่ดนตรี ท่าทางการแสดง ไปจนถึงวิธีการเล่าเรื่อง

มาต่อยอดเป็นมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

หากเทียบกับไทย จะใกล้เคียงกับการใช้อาหารไทยหรือมวยไทย

ที่ถูกใช้เป็นฐานความคุ้นเคย ก่อนต่อยอดไปสู่คอนเทนต์หรือธุรกิจใหม่

 

การขยายตลาดด้วย Economies of Scope

แทนที่จะจำกัด K-Pop ในรูปแบบ “เพลงหรือศิลปิน” เพียงอย่างเดียว

KPop Demon Hunters เลือกผสานหลายแนวเข้าด้วยกัน

แอนิเมชัน + แอคชัน + แฟนตาซี + ดนตรี

เป็นการผสาน K-pop เข้ากับภาษาสากลที่ใครๆ ก็เข้าใจ

ผลลัพธ์คือ

• ดึงแฟน K-Pop

• ดึงแฟนแอนิเมชัน

• ดึงผู้ชมสายฮีโร่และแอคชัน

• ลด cultural discount ของผู้ชมต่างชาติ

• ขยายตลาดได้ข้ามภาษา อายุ และประเทศ

นอกจากนี้ ยังสามารถแตกไลน์สู่สินค้า เกม และอีเวนต์

นี่คือ Economies of Scope ที่ใช้ต้นทุนความคิดสร้างสรรค์ชุดเดียว

แต่สร้างรายได้จากหลายตลาดพร้อมกัน

เป็นการเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาให้กลายเป็นสินทรัพย์ระยะยาว

 

การผสาน Comparative Advantage อย่างลงตัว

ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากความเก่งของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

แต่เกิดจากการรู้ว่า “ใครถนัดอะไร และควรทำตรงไหน”

• Sony Pictures Animation เชี่ยวชาญเทคโนโลยีและการเล่าเรื่องระดับโลก ทำให้คนทั้งโลกดูรู้เรื่อง

• ทีมผู้กำกับและครีเอทีฟเกาหลี เข้าใจวัฒนธรรม K-Pop อย่างลึกซึ้ง สามารถถ่ายทอด DNA เกาหลีได้อย่างแม่นยำ

• ทีมเพลงจากศิลปินและโปรดิวเซอร์ตัวจริง เช่น EJAE, TWICE, Teddy Park (ผู้อยู่เบื้องหลัง BLACKPINK) รวมถึง Lindgren (โปรดิวเซอร์ที่เคยร่วมงานกับ BTS) ทำให้เพลงในภาพยนตร์มีคุณภาพและโครงสร้างแบบเพลงฮิตจริง ไม่ใช่เพลงประกอบทั่วไป

• Netflix แพลตฟอร์มกระจายคอนเทนต์ระดับโลกที่มี ecosystem ช่วยให้คอนเทนต์ไปได้ไกล

KPop Demon Hunters เป็นตัวอย่างของงาน co-creation

ระหว่างอุตสาหกรรมคอนเทนต์เกาหลีและฮอลลีวูด

ฝั่งหนึ่งเชี่ยวชาญการเล่าเรื่องและเทคโนโลยี

อีกฝั่งเข้าใจวัฒนธรรมและตลาด K-Pop อย่างลึกซึ้ง

เป็นการใช้ comparative advantage

ผ่านการแบ่งงานและความเชี่ยวชาญ

จนทำให้ มูลค่ารวมมากกว่าผลรวมของแต่ละส่วน

 

Network Effect ของแฟนด้อม

ผู้สร้างไม่ได้มองแฟน ๆ เป็นเพียงผู้ชมปลายทาง

แต่คาดการณ์ตั้งแต่ต้นว่า จะเกิดแฟนอาร์ต

คลิปเต้น cover คลิป reaction และการพูดถึงบนโซเชียล

ซึ่งทั้งหมดช่วยขยายการรับรู้ของคอนเทนต์แบบไม่ต้องซื้อโฆษณาเพิ่ม

ยิ่งมีคนมีส่วนร่วมมาก มูลค่าของคอนเทนต์ยิ่งเพิ่ม

นี่คือ Positive Network Externality

ที่ลดต้นทุนการตลาดแบบดั้งเดิม

และขยายผลไปถึงดนตรี แฟชั่น อาหาร การท่องเที่ยว

และในที่สุดก็สะท้อนกลับสู่เศรษฐกิจระดับประเทศ

 

ความสำเร็จของ KPop Demon Hunters

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือโชคช่วย

แต่เป็นผลลัพธ์ของการใช้ Soft Power อย่างเป็นระบบ

ผสานความได้เปรียบของทีมงานแต่ละฝ่ายอย่างรู้คุณค่า

และมีแผนการตลาดอย่างชาญฉลาด

.

เรื่องและภาพ: สราลี วงษ์เงิน Economist, Bnomics

════════════════

 

ที่มาเนื้อหาจาก.. Bnomics by Bangkok Bank


การ์ตูน