SCC กระแสเงินสดอิสระและสถานะทางการเงินจะดีขึ้นต่อเนื่อง

EBITDA แข็งแกร่งและฐานะการเงินมั่นคงขึ้นในปี 2569
ที่การประชุมนักวิเคราะห์ประจำไตรมาส 4/2568 SCC ตั้งเป้า EBITDA ปี 2569 ไม่ต่ำกว่าปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 5.1 หมื่นลบ. โดยงบลงทุน (CAPEX) คาดว่าจะทรงตัวที่ราว 3 หมื่นลบ. ขณะที่ net debt/EBITDA คาดว่าจะลดลงต่อจากระดับ 5.5 เท่า ณ สิ้นปี 2568 ผู้บริหารเชื่อว่ากำไรสุทธิปี 2569 จะยังคงแข็งแกร่ง จากการไม่มีค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้างธุรกิจราว 5.3 พันลบ.
การประหยัดผลขาดทุน 4.3 พันลบ. จากการยุติธุรกิจที่ขาดทุนต่อเนื่อง และผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 3.5 พันลบ. ซึ่งจะช่วยชดเชยการไม่มีรายการกำไรพิเศษ 1.67 หมื่นลบ. จากค่าความนิยมติดลบ (negative goodwill) และการปรับมูลค่ายุติธรรมของ Chandra Asri ได้เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น downside risk ต่อประมาณการกำไรปี 2569 ของเราที่ 7.6 พันลบ. จึงอยู่ในระดับจำกัด
ธุรกิจปูนซีเมนต์และบรรจุภัณฑ์ยังเติบโตต่อเนื่อง
ความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ยังเติบโตดีในประเทศกลุ่มอาเซียนที่ราวๆ 5–10% ขณะที่ในไทยจะยังเติบโตในระดับด้วยอัตราตัวเลขหลักเดียวต่ำ เนื่องจากความอ่อนแอของความต้องการใช้ในกลุ่มที่อยู่อาศัย โดย SCC จะได้ประโยชน์จากผลกระทบเต็มปีของการปรับขึ้นราคาปูนซีเมนต์ 400 บาท/ตัน ที่ดำเนินการในปี 2568 ขณะเดียวกัน ธุรกิจบรรจุภัณฑ์คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกระดาษรีไซเคิล และประสิทธิภาพด้านพลังงานที่ดีขึ้น
คงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ที่ 240.0 บาท
แม้ว่าราคาหุ้นของบริษัทในอินโดนีเซียจะร่วงลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบทางอ้อมต่อมูลค่าสินทรัพย์ของ SCC ในอินโดนีเซีย แต่เรามองว่าเป็นปัญหาทางเทคนิค ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดอิสระของบริษัทฯ ดังนั้นเราจึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ SCC และราคาเป้าหมายที่ 240.0 บาท ทั้งนี้ เพื่อความอยู่รอดในวัฏจักรขาลงของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ยืดเยื้อ การบูรณาการ (ไปสู่ HVA หรือโรงกลั่น) และความสามารถในการแข่งขันด้านวัตถุดิบเป็นกุญแจสำคัญ โดย MOC และ ROC มีการบูรณาการไปสู่ HVA ปลายน้ำในสัดส่วนเกินครึ่งของกำลังการผลิต ในชณะที่ LSP จะมีวัตถุดิบราคาต่ำที่แข่งขันได้เมื่อโครงการวัตถุดิบอีเทนเสร็จสมบูรณ์ก่อนสิ้นปี 2570 (ความคืบหน้า 40% ณ สิ้นปี 2568)