EGCO Group ท็อปฟอร์มทั้งผลงานและปันผล
เดินหน้ากลยุทธ์ “Triple P” หนุนธุรกิจเติบโตยั่งยืน

หลังจากเผชิญความท้าทายในปี 2566 บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group สามารถกลับมาสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งได้อีกครั้งในปี 2567 ด้วยการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและการเติบโตของโรงไฟฟ้าหลักในต่างประเทศ ส่งผลให้กำไรสุทธิพุ่งขึ้น 165% หรือเพิ่มขึ้นกว่า 13,796 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
สำหรับผลประกอบการในปี 2567 EGCO Group สามารถสร้างกำไรจากการดำเนินงานได้ 9,283 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 5,412 ล้านบาท พลิกฟื้นจากการขาดทุนสุทธิ 8,384 ล้านบาทในปี 2566 โดยปัจจัยหลักที่ช่วยผลักดันผลประกอบการให้กลับมาเติบโตได้ คือ การฟื้นตัวของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในต่างประเทศ ซึ่งมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน
โดยหนึ่งในโรงไฟฟ้าที่มีบทบาทสำคัญ คือ Yunlin หนึ่งในโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน ที่สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้อย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันมีกังหันลมที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบครบ 80 ต้น รวมกำลังผลิต 640 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ โรงไฟฟ้า Quezon ในฟิลิปปินส์ และ Nam Thuen 2 ใน สปป.ลาว ก็มีปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ขณะที่ในสหรัฐอเมริกา โครงการ APEX ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ ก็สามารถสร้างรายได้จากการขายโครงการเพิ่มขึ้น ส่วนกลุ่มโรงไฟฟ้า Compass ซึ่ง EGCO Group เข้าไปถือหุ้น 50% ตั้งแต่ต้นปี 2567 ก็เริ่มรับรู้รายได้อย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ผลประกอบการโดยรวมของบริษัทเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
ด้วยสถานะทางการเงินที่มั่นคงและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง EGCO Group ยังคงเดินหน้านโยบายการจ่ายปันผลในระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติเสนอจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งหลังของปี 2567 ในอัตรา 3.25 บาทต่อหุ้น ซึ่งเมื่อรวมกับปันผลระหว่างกาล จะทำให้ปันผลรวมของปี 2567 อยู่ที่ 6.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทนสูงราว 6% โดยมีกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 13 มีนาคมนี้ และจะจ่ายเงินปันผลในวันที่ 23 เมษายน 2568 ตอกย้ำความเป็นหุ้นปันผลที่สามารถสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับก้าวต่อไปของ EGCO Group ในปี 2568 ยังคงมุ่งสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนภายใต้กลยุทธ์ “Triple P” ซึ่งให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้และผลกำไร การขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายระยะยาว Net Zero Carbon และการปรับเปลี่ยนองค์กรให้รองรับการเติบโตในอนาคต ซึ่งกลยุทธ์ “Triple P” ประกอบด้วย
• Profitability and Performance Energizing เพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้และผลกำไรให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพทางการเงิน เพื่อดูแลอัตราส่วนหนี้สิน (Debt to EBITDA) และรักษาอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของบริษัท ตลอดจนให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ถือหุ้นด้วยนโยบายการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ
• Power and Energy-related Focus มุ่งเน้นลงทุนในธุรกิจไฟฟ้า ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ EGCO Group ทั้งโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในยุคเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เพื่อเป้าหมาย Net Zero Carbon ผ่านการลงทุนทั้งรูปแบบการควบรวมและซื้อกิจการ (Mergers and Acquisitions - M&A) และการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ (Greenfield) ตลอดจนแสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง โดยต่อยอดและเน้นการลงทุนในประเทศที่มีฐานธุรกิจอยู่แล้ว 7 ประเทศ ทั้งในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและในไทย เพราะเป็นตลาดที่มีโอกาสและมีศักยภาพสูง ด้วยงบลงทุนปีละ 30,000 ล้านบาท
• Portfolio and People Management บริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมุ่งเน้นการบริหารสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ (Asset Recycling) เพื่อนำรายได้ไปแสวงหาโอกาสการลงทุนใหม่ และให้ความสำคัญกับการสร้างความเป็นเลิศในกระบวนการดำเนินงาน (Operational Excellence) พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรและพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ดังเห็นได้จากการที่ EGCO Group ขายหุ้นในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ RISEC สหรัฐอเมริกา และโรงไฟฟ้าพลังงานลม Boco Rock ออสเตรเลีย คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 7,000 ล้านบาท เมื่อเดือนมกราคม 2568 ที่ผ่านมา โดยบริษัทจะนำเงินไปใช้ลงทุนในโครงการใหม่ที่มีศักยภาพการเติบโตสูงในอนาคตต่อไป
ในปัจจุบัน EGCO Group มีโครงการที่อยู่ระหว่างการเจรจาประมาณ 4 - 5 โครงการ รวมกำลังผลิตมากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ ทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนและได้ข้อสรุปประมาณไตรมาส 2/68
แนวโน้มไตรมาส 1/68 สดใส แนะนำลงทุนระยะยาว
ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 1/68 นักวิเคราะห์จากหลายสำนักมีมุมมองในทิศทางเดียวกัน โดยคาดว่ากำไรของ EGCO จะเติบโตได้ดีเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อีกทั้งยังมองว่า EGCO เป็นหุ้นที่เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดกำไรปกติของ EGCO ในไตรมาส 1/68 จะอยู่ที่ระดับ 1,700-2,000 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าตามปัจจัยเรื่องฤดูกาลของโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว และการปิดซ่อมบำรุงประจำปีของโรงไฟฟ้า Quezon และโรงไฟฟ้า BLCP แต่ยังเติบโตได้จากไตรมาส 1/67 เนื่องจากจำนวนวันปิดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า Quezon ที่ลดลง และความสามารถในการทำกำไรของโรงไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาที่สูงขึ้นตามราคาก๊าซธรรมชาติ รวมถึงการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก Yunlin อย่างเต็มที่ หลังจาก Yunlin จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบครบทั้งโครงการในเดือนมกราคม 2568 พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับลงทุนระยะยาว ราคาเหมาะสมที่ 130 บาท
ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ประเมินแนวโน้มกำไรปกติของ EGCO ในไตรมาส 1/68 จะเพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากในไตรมาส 1/67 มีโรงไฟฟ้า IPP หลายโรงหยุดซ่อมบำรุง ทำให้มีฐานต่ำ ประกอบกับปัจจุบัน Yunlin จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบครบทั้งหมดแล้ว ปริมาณน้ำของโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว โดยเฉพาะไซยะบุรี ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงแนวโน้มดอกเบี้ยจ่ายที่ลดงลง
ด้านกำไรสุทธิ จะได้แรงหนุนจากกำไรพิเศษจากการขายโรงไฟฟ้า RISEC ในสหรัฐอเมริกา และการขายหุ้นทั้งหมด 100% ในบริษัท Boco Rock Wind Farm Pty Ltd (BRWF) ซึ่งเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานลม Boco Rock ในออสเตรเลีย ซึ่งไม่เพียงแต่บันทึกกำไรพิเศษเท่านั้น แต่ยังจะช่วยเพิ่มกำไรปกติด้วย เนื่องจาก RISEC มีผลการดำเนินงานขาดทุน 186 ล้านบาท และ Boco Rock ขาดทุน 25 ล้านบาทในปีที่แล้ว พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” จากอัตราเงินปันผลที่สูง 6.8% ซึ่งเหมาะกับนักลงทุนระยะยาว โดยมีราคาเป้าหมาย 130 บาท
การพลิกฟื้นผลประกอบการของ EGCO Group ในปี 2567 ไม่เพียงสะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการและปรับตัวต่อความท้าทายทางธุรกิจ แต่ยังเป็นสัญญาณของการกลับมาเติบโตอย่างมั่นคง ด้วยกลยุทธ์ “Triple P” ที่วางรากฐานให้บริษัทเดินหน้าขยายการลงทุนในโรงไฟฟ้าและธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงานโลก
ขณะเดียวกัน นโยบายการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ และศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจ ทำให้ EGCO Group ยังคงเป็นหุ้นปันผลที่นักลงทุนให้ความเชื่อมั่น ขณะที่แนวโน้มไตรมาสแรกของปี 2568 ยังคงสดใส จากการรับรู้รายได้ของโครงการสำคัญและความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้น ตอกย้ำศักยภาพของ EGCO Group ในการสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
ที่มา.. Wealthy Thai