สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ปี 2025 ที่ประกาศโดย Transparency International สะท้อนภาพที่น่ากังวลของประเทศไทยอย่างชัดเจน คะแนนเหลือเพียง 33 จาก 100 อันดับร่วงลงมาอยู่ที่ 116 ลดลงถึง 9 อันดับในปีเดียว
ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่มันคือสัญญาณเตือนว่า “ปัญหาคอร์รัปชันไทยกำลังรุนแรงขึ้น”

TI อธิบายสาเหตุหลักไว้ 3 เรื่อง
เศรษฐกิจอ่อนแอ ความสามารถแข่งขันลดลง การปฏิรูปไม่คืบหน้า
คุณภาพประชาธิปไตยและการบังคับใช้กฎหมายถดถอย ธรรมาภิบาลอ่อนแอ
ขาดภาวะผู้นำทางการเมืองที่จริงจังกับการปราบคอร์รัปชัน
แต่สำหรับประเทศไทย ปัญหานี้ลึกกว่านั้น เพราะคอร์รัปชันไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะราย หากเป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้าง”
วงจรปัญหามี 4 จุดเชื่อมกัน
หนึ่ง การเมืองที่แข่งขันเพื่ออำนาจและผลประโยชน์มากกว่าอุดมการณ์ ทำให้ต้องพึ่งระบบอุปถัมภ์และทุนการเมืองที่ต้อง “ถอนทุนคืน”
สอง ระบบราชการกลายเป็นพื้นที่ใช้อำนาจต่อรอง อนุมัติ–ไม่อนุมัติ จัดซื้อจัดจ้าง งบประมาณ ทั้งหมดเปิดช่องให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน
สาม การบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ คนผิดไม่ถูกลงโทษจริง คดีล่าช้า ระบบยุติธรรมถูกตั้งคำถาม
สี่ องค์กรอิสระที่ควรทำหน้าที่ถ่วงดุล กลับถูกสังคมตั้งข้อสงสัยเรื่องความเป็นอิสระและความโปร่งใส
เมื่อทั้งสี่จุดทำงานเชื่อมต่อกัน วงจรคอร์รัปชันก็ยิ่งแน่นหนา อำนาจยิ่งรวมศูนย์ การตรวจสอบยิ่งลดลง คอร์รัปชันก็ยิ่งเติบโต
นี่คือ “สีดำ” ที่กัดกินประเทศ
สิ่งที่สังคมต้องการไม่ใช่แค่คำประกาศ แต่คือการปฏิรูปจริงจัง การบังคับใช้กฎหมายที่เสมอภาค และภาวะผู้นำที่กล้ายืนข้างความถูกต้อง
เพราะ สิ่งที่ประชาชนต้องการ ไม่ใช่คำสวยหรู
แต่คือความซื่อสัตย์ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อประเทศ
หากไม่ตัดวงจรนี้วันนี้ อีกห้าปีข้างหน้า ประเทศอาจไม่ได้แค่คะแนนลดลง
แต่อาจสูญเสียความไว้วางใจทั้งระบบ ซึ่งฟื้นกลับมายากยิ่งกว่าเดิม

สรุปประเด็นเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศที่ต้องจับตา
สหรัฐฯ–ไต้หวัน
United States และ Taiwan บรรลุข้อตกลงการค้าสำคัญ สหรัฐฯ ลดภาษีนำเข้าสินค้าไต้หวันเหลือ 15% จาก 20% ขณะที่ไต้หวันเตรียมซื้อพลังงานและเครื่องบินจากสหรัฐฯ มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ สะท้อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่แน่นแฟ้นขึ้น
สหรัฐฯ–ญี่ปุ่น
Japan และสหรัฐฯ เร่งเดินหน้าโครงการลงทุนระยะแรก ตามข้อตกลงที่ตกลงไว้ปีก่อน หลังการเจรจาภาษีที่ยืดเยื้อ เริ่มเห็นสัญญาณความชัดเจนด้านความร่วมมือการลงทุน
นโยบายสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ
Donald Trump ประกาศเพิกถอนคำวินิจฉัยด้านสภาพภูมิอากาศปี 2552 ซึ่งเป็นฐานกฎหมายสำคัญของมาตรการควบคุมก๊าซเรือนกระจก และการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า อาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายสิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ ในระยะต่อไป
เศรษฐกิจญี่ปุ่น
รัฐบาลญี่ปุ่นเผย GDP โต 0.2% YoY ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนที่หดตัวแรง แต่ยังต่ำกว่าคาดการณ์ตลาดที่ 1.6% สะท้อนการฟื้นตัวที่เปราะบาง
เศรษฐกิจไทย
International Monetary Fund (IMF) คาด GDP ไทยปี 2569 โตเพียง 1.6% ชะลอลงจาก 2.1% ปีก่อน จากแรงกดดันภายนอกและอุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ เงินเฟ้อปีนี้คาดเฉลี่ยเพียง 0.4% ก่อนทยอยปรับขึ้น
ประเด็นที่ต้องติดตาม
ญี่ปุ่น: GDP ไตรมาส 4/2568 (ประมาณการเบื้องต้น) และผลผลิตอุตสาหกรรมเดือน ธ.ค.
สหภาพยุโรป: ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ธ.ค.
ภาพรวมคือ เศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง ความเสี่ยงยังอยู่สูง ขณะที่นโยบายการค้าและภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดในช่วงต่อไป
ผลตอบแทนปี 2568 ที่ผ่านมา
ปีที่แล้วแม้ผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายของ Donald Trump แต่สินทรัพย์ส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนดี
สินทรัพย์เด่น
ทองคำ +64.85% (ดีที่สุด)
หุ้นตลาดเกิดใหม่ (ดัชนี MSCI Emerging Markets Index) +34.36%
หุ้นญี่ปุ่น (ดัชนี Nikkei 225) +26.18%
หุ้นโลก (ดัชนี MSCI World Index) +21.6%
หุ้นสหรัฐฯ (ดัชนี S&P 500) +16.39%
ผลตอบแทนติดลบ
หุ้นไทย -10.04%
บิตคอยน์ -7.75%
น้ำมัน WTI -19.94%
ความผันผวนสูงสุด
บิตคอยน์ > น้ำมัน > หุ้นญี่ปุ่น
ผันผวนต่ำสุดคือพันธบัตรไทย
มุมมองปี 2569: ผันผวนสูง แต่ยังมีโอกาส
ปัจจัยกดดันยังอยู่ ทั้งเศรษฐกิจโลกฟื้นไม่เท่ากัน เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และปีเลือกตั้งในหลายประเทศทั่วโลก
ปีนี้เปรียบเหมือน “ปีม้าไฟ” มีพลังและโอกาส แต่ต้องบริหารความเสี่ยงให้ดี
ปีนี้ “มีโอกาส แต่ไม่ง่าย”
ลงทุนอย่างระมัดระวัง พร้อมรับความผันผวน และปรับพอร์ตตามสถานการณ์
กำไรจะมาจากวินัย ไม่ใช่ความร้อนแรงของตลาด
