ปี 2569 อาจถูกจดจำในฐานะ “ปีวัดใจ” ของเศรษฐกิจไทย
ไม่ใช่เพราะตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว แต่เพราะสายตาของ 3 สถาบันจัดอันดับเครดิตโลกอย่าง Moody’s, Fitch Ratings และ S&P Global Ratings กำลังจับจ้องมาที่ฐานะการคลังและทิศทางเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง
ปีที่ผ่านมา Moody’s และ Fitch ปรับ “แนวโน้ม” ไทยเป็น Negative ขณะที่ S&P ยังให้สถานะ Stable หากปีนี้ภาพรวมไม่ดีขึ้น ความเสี่ยงที่จะถูกลดอันดับเครดิตจาก Baa1 / BBB+ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และหากเกิดขึ้นจริง ต้นทุนกู้เงินของประเทศจะสูงขึ้นทันที กระทบตั้งแต่ภาครัฐไปจนถึงเอกชน

😎5 ตัวแปรชี้ชะตาเครดิตไทย
ถ้ามองให้ลึกกว่าพาดหัวข่าว สิ่งที่สถาบันจัดอันดับพิจารณามีอยู่ไม่กี่แกนหลัก แต่ล้วนเป็นเรื่องใหญ่
หนึ่ง เสถียรภาพการเมือง
นักลงทุนทั่วโลกไม่ได้ต้องการเพียงรัฐบาลใหม่ แต่ต้องการ “ความต่อเนื่องของนโยบาย” การประกาศผลเลือกตั้งครบ 400 เขตเป็นสัญญาณบวกทางจิตวิทยา ทว่าบททดสอบจริงคือความสามารถในการขับเคลื่อนนโยบายโดยไม่สะดุด
สอง วินัยการคลัง
รัฐบาลตั้งเป้าลดขาดดุลงบประมาณเหลือ 3% ของ GDP ภายในปี 2573 เพื่อคุมหนี้สาธารณะ เส้นทางนี้ไม่ง่าย โดยเฉพาะเมื่อไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ
สาม การเติบโตของ GDP
หากเศรษฐกิจโตต่ำกว่าคาดต่อเนื่อง จะกดดันทั้งรายได้รัฐ ความสามารถชำระหนี้ และความเชื่อมั่น
สี่ การรับมือสังคมสูงวัย
จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หมายถึงภาระงบประมาณด้านสวัสดิการและสุขภาพสูงขึ้น ขณะที่แรงงานวัยทำงานลดลง หากไม่มีแผนเชิงโครงสร้างชัดเจน ศักยภาพการแข่งขันจะถูกบั่นทอน
ห้า นวัตกรรมและการเงินสีเขียว
การออก Green Bond, Blue Bond รวมถึงการผลักดันอุตสาหกรรม New S-Curve เป็นตัวสะท้อนว่าประเทศกำลังวางรากฐานการเติบโตระยะยาวจริงหรือไม่
พูดง่าย ๆ ปีนี้จึงไม่ใช่แค่ปีงบประมาณ แต่คือปีทดสอบ “ความน่าเชื่อถือ” ของประเทศ
🗯️🗯ลมจากต่างประเทศ: เงินเริ่มหมุน
ฝั่งตลาดโลก ดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดบวกเล็กน้อย หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเริ่มมีแรงซื้อกลับ หลังถูกกดดันมาระยะหนึ่ง ชื่อใหญ่อย่าง Amazon, Microsoft, Alphabet และ Meta Platforms กลับมาหนุนบรรยากาศลงทุน
ภาพที่เห็นชัดคือการ “Rotate Sector” นักลงทุนขายทำกำไรหุ้น Value แล้วหมุนเงินกลับเข้า Tech ที่ Valuation เริ่มน่าสนใจ
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมัน Brent พุ่งกว่า 4% จากความตึงเครียดด้านอุปทาน และรายงานประชุมของ Federal Reserve ส่งสัญญาณว่าเงินเฟ้ออาจยังสูงกว่าเป้า 2% ทำให้การลดดอกเบี้ยยังไม่ชัดเจน Bond Yield และดอลลาร์แข็งค่า
กล่าวอีกมุมหนึ่ง โลกยังไม่เข้าสู่ภาวะผ่อนคลายเต็มตัว ความผันผวนยังอยู่กับเรา
💢ตลาดหุ้นไทย: จังหวะของ Value?
SET มีแนวโน้มเคลื่อนไหวแบบ Sideways/Up ในกรอบ 1455–1487 จุด แรงหนุนระยะสั้นมาจากกลุ่มพลังงานตามราคาน้ำมัน เช่น PTT Exploration and Production และกลุ่มธนาคารที่ได้อานิสงส์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
ธีมท่องเที่ยวก็เริ่มกลับมาน่าสนใจ โดยเฉพาะ Airports of Thailand ที่เป็นประตูหลักของนักท่องเที่ยว
สิ่งที่น่าสังเกตคือ Fund Flow ต่างชาติเริ่มเอียงมาทางไทย หลังบางกองทุนลดน้ำหนักอินโดนีเซียแล้วเพิ่มน้ำหนักไทย นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนเชิงจิตวิทยาในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม Valuation ตลาดไทยเริ่มตึงตัว การลงทุนจึงควร “เลือกเป็นรายตัว” มากกว่าซื้อทั้งกระดาน หุ้น Laggard ที่พื้นฐานยังดีและขึ้นน้อย อาจให้ความเสี่ยง-ผลตอบแทนที่เหมาะสมกว่า
💫OR กับบทเรียน “โตอย่างระวัง”
อีกภาพสะท้อนหนึ่งของเศรษฐกิจไทยคือการปรับยุทธศาสตร์ของ PTT Oil and Retail Business (OR)
จากเดิมที่เน้นขยายจำนวนประเทศ วันนี้ OR เปลี่ยนแนวคิดเป็น “Country by Country” คัดเลือกประเทศที่ทำกำไรชัดเจน เสถียรภาพดี พร้อมชะลอหรือ Exit พื้นที่เสี่ยง เช่น ตลาดกัมพูชาที่ยอดขายลดลงแรง
พร้อมกันนั้น OR ดึงงบกลับมาลงทุนในไทยมากขึ้น ทั้ง Mobility (สถานีบริการและ EV Station), Lifestyle โดยเฉพาะ Café Amazon และธุรกิจใหม่อย่างโรงแรมราคาประหยัดร่วมกับ Central Plaza Hotel
นี่คือภาพของ “Conservative Growth” — เติบโตบนฐานกระแสเงินสดและคุณภาพกำไร มากกว่าการไล่ขยายขนาด
🗨️🗨บทสรุป: ปีแห่งความเชื่อมั่น
ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนสิ่งเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศหรือระดับบริษัท — ตลาดกำลังให้รางวัลกับ “ความมั่นคงและคุณภาพ” มากกว่า “ความหวือหวา”
หากรัฐบาลรักษาเสถียรภาพการเมือง คุมวินัยการคลัง และดันเศรษฐกิจโตได้ตามแผน โอกาสที่มุมมองเครดิตจะกลับมาเป็น Stable ก็มีความเป็นไปได้
แต่หากสะดุด ความเสี่ยงถูกลดอันดับเครดิตจะกลายเป็นแรงกดดันระยะยาว
สำหรับนักลงทุน ปีนี้จึงไม่ใช่ปีของความประมาท กลยุทธ์ที่เหมาะสมอาจไม่ใช่การวิ่งให้เร็วที่สุด แต่คือการเลือกเส้นทางที่มั่นคงที่สุด เพราะในโลกที่เงินทุนหมุนเร็ว ความเชื่อมั่นคือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดเสมอ
…ร้อยแปดพันก้าว…