ห้องเม่าปีกเหล็ก

ทรัมป์สั่งลุยอิหร่าน” เงินไหลไปทางไหน

โดย 8080
เผยแพร่ :
30 views

ทรัมป์สั่งลุยอิหร่าน” ถ้าเริ่มถูกตลาด price-in จริง เม็ดเงินมักไหลไป 2 ทางพร้อมกัน

หนึ่ง สินทรัพย์ที่ได้ risk premium จากความเสี่ยงด้านพลังงาน

สอง หุ้นที่ได้ backlog จากงบความมั่นคงและสงครามยุคใหม่

แต่หัวใจคือ ตลาดไม่ได้ซื้อ “สงคราม” ตลาดซื้อ “ความน่าจะเป็นของความผันผวน” และผลกระทบต่อ supply chain พลังงาน + งบกลาโหม

พอสงคราม “เกิดขึ้นจริง” ตลาดจะเลิกเล่นแค่ headline แล้วเข้าสู่โหมด re-price โดยถาม 3 อย่างตรง ๆ

ความรุนแรงแค่ไหน

ยืดเยื้อแค่ไหน

กระทบซัพพลาย/เส้นทางขนส่งแค่ไหน

และนี่คือเหตุผลที่เงินมักไหลไป 2 ทางพร้อมกันเหมือนในภาพ

 

น้ำมัน = risk premium

กลาโหม = backlog

 

ทำไม “พลังงาน/น้ำมัน” ได้อานิสงส์ก่อน

สงครามจริงทำให้ตลาดไม่กลัว demand อย่างเดียว แต่กลัว supply disruption และ “โลจิสติกส์” มากกว่า

ราคาน้ำมันจึงสามารถยืนสูงได้ แม้เศรษฐกิจไม่ได้เร่ง หากตลาดเชื่อว่าความเสี่ยงยังอยู่

สิ่งที่ต้องอ่านให้ขาดคือ “พรีเมียมความเสี่ยง” จะไปต่อหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ข่าวรายวัน แต่อยู่ที่

เส้นทางขนส่ง/คอขวดทางทะเล

ระดับการตอบโต้/มาตรการคว่ำบาตร

ความเสี่ยงต่อโครงสร้างการส่งออกพลังงาน

 

XOM — ExxonMobil

XOM คือหุ้นแกนของธีมพลังงาน เพราะสเกลใหญ่และกระจายความเสี่ยงได้ดีจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ

เวลาน้ำมันขึ้นจาก risk premium ตลาดมักเลือก XOM เพราะ “ทนช็อกได้” และมีคุณภาพงบดุล

เหมาะกับบทบาทแกนพอร์ตมากกว่าหุ้นที่เหวี่ยงตามอารมณ์ตลาด

 

CVX — Chevron

CVX เด่นที่วินัยเงินทุนและความเป็น “คุณภาพ” ของธุรกิจพลังงาน

ในรอบที่ตลาดกลัว ความได้เปรียบคือบริษัทที่บริหาร capex ได้และไม่จำเป็นต้องไล่ผลิตจนเสี่ยง

ถ้าราคาน้ำมันขึ้นแบบสวิง CVX มักถูกมองเป็นตัวที่ “ยืนระยะ” ได้ดีกว่า

 

COP — ConocoPhillips

COP เป็นภาพของ upstream ที่ได้ leverage กับราคาน้ำมันค่อนข้างตรง

ถ้าน้ำมันยืนสูง COP มักตอบสนองแรง แต่ถ้าน้ำมันย่อลึกก็ย่อแรง

เหมาะกับคนที่เข้าใจว่าเป็น “เบต้า” ของธีมนี้ ไม่ใช่ตัวหลบความผันผวน

 

OXY — Occidental

OXY มักถูกเทรดแรงในช่วงน้ำมันขึ้น เพราะความอ่อนไหวต่อราคาและ sentiment สูง

มีธีมเสริมด้าน EOR/CO₂ แต่ในช่วงสงครามจริง ตลาดจะมองก่อนว่า “รับความผันผวนไหวไหม”

ถ้าจะถือ ให้จัดเป็นตำแหน่งที่ต้องคุมสัดส่วนเข้มกว่า XOM/CVX/EOG

 

EOG — EOG Resources

EOG เป็น shale คุณภาพสูงในสายตาตลาด เพราะโฟกัสประสิทธิภาพและวินัย

เมื่อเงินไหลเข้าพลังงานแบบคัดคุณภาพ EOG มักได้เครดิตดี

เหมาะกับบทบาทแกน/กึ่งแกนมากกว่าหุ้นพลังงานที่ต้องลุ้นงบหนัก

 

ทำไม “กลาโหม/ระบบสงครามยุคใหม่” ได้ประโยชน์เมื่อเหตุการณ์ยืดเยื้อ

สงครามจริงทำให้ตลาดเริ่มคิดแบบ “เติมคลัง + ปรับยุทธศาสตร์”

สิ่งนี้แปลเป็นภาษาเงินคือ backlog และ visibility

ยิ่งยืดเยื้อ เงินยิ่งไหลไปหาบริษัทที่มีสัญญาและการส่งมอบชัด

ธีมที่ตลาดให้พรีเมียมในยุคนี้มักเป็น

ระบบป้องกันภัยทางอากาศ

โดรนและระบบไร้คนขับ

อวกาศ/การข่าว/ซอฟต์แวร์ปฏิบัติการ

 

LMT — Lockheed Martin

LMT คือแกนของ “โปรแกรมใหญ่ + ความต่อเนื่อง”

ตลาดให้ค่ากับสัญญาระยะยาวและการส่งมอบแบบระบบ

ในช่วง risk-off LMT มักถูกมองเป็น defensive within defense มากกว่าหุ้นที่ต้องลุ้น growth story

 

RTX — RTX

RTX เด่นกับระบบป้องกันภัยทางอากาศ เรดาร์ และอาวุธนำวิถี

ในสงครามจริง “การป้องกัน” มักถูกเร่งก่อนเสมอ เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นทันที

ถ้าตลาดตีว่าโลกเข้าสู่ยุคภัยทางอากาศ/โดรน RTX มักเป็นตัวที่ถูกยกพรีเมียมได้

 

NOC — Northrop Grumman

NOC มีน้ำหนักไปทางระบบยุทธศาสตร์และอวกาศ

ซึ่งเข้ากับแนวโน้มสงครามยุคใหม่ที่พึ่งพา surveillance/space มากขึ้น

เหมาะกับคนที่มองธีมยาวและต้องการ exposure ที่ไม่ใช่แค่ยุทโธปกรณ์บนพื้นดิน

 

GD — General Dynamics

GD เด่นกับยานเกราะ/เรือดำน้ำและโปรแกรมที่ต่อเนื่อง

เป็นหุ้นที่ตลาดมักให้ค่ากับ backlog ระยะยาวและความนิ่งของธุรกิจ

ในช่วงข่าวเหวี่ยง GD มักไม่หวือหวาเท่า แต่เหมาะกับการถือเชิงโครงสร้าง

 

PLTR — Palantir

PLTR คือ “OS ของข้อมูล” ในโลกความมั่นคง

ถ้าสงครามยุคใหม่คือ sensor + data + AI การเชื่อมข้อมูลสู่การตัดสินใจคือคอขวดเชิงระบบ

แต่ต้องยอมรับว่า PLTR เป็นหุ้นที่ valuation เล่นใหญ่ จึงเหวี่ยงตามตลาดมากกว่ากลาโหมแบบดั้งเดิม

 

KTOS — Kratos

KTOS เป็นธีมโดรนสงคราม/ระบบไร้คนขับที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนรูปแบบสงครามไปสู่ “จำนวนมาก ราคาต่อหน่วยต่ำ”

ตลาดชอบเพราะเป็น pure theme แต่ความผันผวนสูงกว่าเพราะเล็กกว่าและโดนเทรดตามข่าวง่าย

เหมาะเป็นตำแหน่งเทรดหรือ satellite มากกว่าแกนพอร์ต

จุดสำคัญ: risk premium กับ backlog “ทำงานคนละจังหวะ”

น้ำมันทำงานเร็ว เพราะราคารีไพรซ์ทันทีเมื่อความเสี่ยงเกิดจริง

 

กลาโหมทำงานช้ากว่า แต่ถ้าเริ่มเห็นสัญญาณ “ยืดเยื้อ/เติมคลัง/เร่งจัดซื้อ” จะกลายเป็น backlog ที่ยืนราคาได้นานกว่า

ดังนั้นคนเล่นระยะสั้นมักเริ่มที่พลังงาน

คนถือธีมยาวมักเน้นกลาโหมและระบบสงครามยุคใหม่เพิ่มขึ้นตามระดับการยืดเยื้อ

 

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้

ราคาน้ำมัน WTI/Brent ว่ายืนเหนือโซนสำคัญได้ไหม

ข่าวเส้นทางขนส่งทางทะเล/คอขวดโลจิสติกส์

สัญญาณการตอบโต้ที่กระทบโครงสร้าง supply

สัญญาณการเร่งงบ/คำสั่งซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศและโดรน

ถ้าตลาดเริ่มเชื่อว่า “ยืดเยื้อ” เงินจะเปลี่ยนจากเทรดข่าว → ถือธีม และการคัดผู้ชนะจะชัดขึ้นมาก

 

PRB Playbook: รับมือเฟสสงครามจริง

 

คุมสัดส่วนก่อนคุมความเห็น

headline เปลี่ยนเร็วมาก อย่า all-in เพราะความผันผวนจะสูงกว่าปกติ

 

แยก “แกน” กับ “เทรด”

แกน: XOM/CVX/EOG + LMT/RTX/NOC/GD

เทรด/ดาวเทียม: COP/OXY + PLTR/KTOS (คุมสัดส่วนเข้ม)

 

อย่าปล่อยให้พอร์ตหนาเพราะความกลัว

เฟสนี้ตลาดหลอกเด้งหลอกย่อบ่อย ให้ยึดวินัยเข้าซื้อเป็นโซน ไม่ไล่ราคา

 

สรุป

เมื่อสงครามเกิดจริง เงินจะไหลไปหาสิ่งที่ “จำเป็นทันที” (น้ำมัน) และสิ่งที่ “ยืนระยะด้วยสัญญา” (กลาโหม)

แต่สุดท้ายชนะไม่ใช่คนเดาถูกทุกข่าว ชนะคือคนที่คุมสัดส่วนและเลือกเลเยอร์ที่มีความต่อเนื่องของกระแสเงิน

 

Disclaimer: ข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรตัดสินใจด้วยตนเอง และยอมรับความเสี่ยงทุกกรณี

 

ที่มาเนื้อหาจาก..  หุ้นพอร์ทระเบิด


8080