รู้แล้วขนลุก ทำไม 'กรีนแลนด์' ถึงเป็นชนวนสงครามโลกครั้งที่ 3 ที่คุณมองข้ามไม่ได้
สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ นักลงทุนทุกคน... วันนี้แอดขอดึงทุกคนกลับเข้ามาสู่บรรยากาศที่ตึงเครียดที่สุดในโลกของการเมืองระหว่างประเทศอีกครั้ง ขอให้ทุกคนวางมือจากพอร์ตหุ้น แล้วมานั่งฟังเรื่องราวที่เข้มข้นยิ่งกว่าหนัง Thriller สายลับระดับฮอลลีวูด ซึ่งก็คือเรื่องราวของ กรีนแลนด์ (Greenland) เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการแย่งชิงดินแดน แต่มันคือ "สงครามเย็นยุคใหม่ (New Cold War)" ที่กำลังปะทุขึ้นอย่างเงียบเชียบ และมีเดิมพันเป็นความอยู่รอดของมหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา
ถ้าคุณคิดว่าเรื่องสหรัฐฯ อยากได้เกาะน้ำแข็งนี้เป็นแค่เรื่องตลกของคนบ้าอำนาจ คุณกำลังมองข้ามช็อตสำคัญไปอย่างน่าเสียดายค่ะ เพราะกรีนแลนด์คือ จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย ที่จะกำหนดว่าใครจะเป็นผู้คุมกฎโลกในศตวรรษที่ 21

ปฐมบท: ฐานที่มั่นสุดท้ายก่อนวันสิ้นโลก (The Last Line of Defense)
เพื่อให้เข้าใจความกระหายอำนาจของสหรัฐฯ เราต้องย้อนเวลากลับไปไกลกว่าเดิมค่ะ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กรีนแลนด์ไม่ได้มีค่าแค่เป็นทางผ่าน แต่มันคือ "สมรภูมิแห่งพยากรณ์อากาศ"
เพื่อนๆ ทราบไหมคะว่า กองทัพนาซีเยอรมันพยายามส่งหน่วยลักลอบขึ้นฝั่งกรีนแลนด์เพื่อตั้งสถานีตรวจอากาศ เพราะสภาพอากาศที่กรีนแลนด์จะส่งผลโดยตรงต่อทวีปยุโรปในอีก 24-48 ชั่วโมงถัดไป ใครรู้ข้อมูลอากาศก่อน คนนั้นวางแผนการรบและการทิ้งระเบิดได้แม่นยำกว่า สหรัฐฯ จึงต้องรีบเข้ามายึดครองพื้นที่นี้เพื่อตัดหูตัดตาของฮิตเลอร์
แต่ความดราม่าที่แท้จริงเริ่มขึ้นในยุค สงครามเย็น (Cold War) ค่ะ ลองจินตนาการภาพโลกที่ถูกแบ่งเป็นสองขั้วด้วยความหวาดระแวง สหรัฐฯ ตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่งที่น่าขนลุกว่า หากสหภาพโซเวียตตัดสินใจกดปุ่มยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ข้ามทวีป (ICBM) ใส่สหรัฐฯ
เส้นทางมรณะนั้นไม่ได้ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกหรือแอตแลนติก แต่มันคือการยิงข้ามขั้วโลกเหนือ ซึ่งเป็นระยะทางที่สั้นที่สุดทางเรขาคณิต (Great Circle Route) และด่านแรกที่ขีปนาวุธเหล่านั้นจะบินผ่านก่อนจะถล่มนิวยอร์กหรือวอชิงตัน ก็คือ น่านฟ้ากรีนแลนด์
ด้วยความกลัวสุดขีด สหรัฐฯ จึงบีบเดนมาร์กให้ทำสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันในปี 1951 และทุ่มงบประมาณมหาศาลสร้าง Thule Air Base (ฐานทัพอากาศทูเล) ทางตอนเหนือของเกาะ
ฐานทัพนี้ไม่ใช่แค่รันเวย์เครื่องบิน แต่มันคือเมืองปิดตายที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้น ติดตั้งระบบเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้า (Ballistic Missile Early Warning System) ที่เปรียบเสมือน "ดวงตาแห่งพระเจ้า" ที่คอยจ้องมองเข้าไปลึกถึงดินแดนไซบีเรียของรัสเซีย หากไม่มีทูเล สหรัฐฯ จะกลายเป็นคนตาบอด ที่จะไม่รู้ตัวเลยว่าความตายกำลังพุ่งเข้ามาหา และจะไม่มีเวลาแม้แต่จะสั่งยิงสวนกลับ
ยิ่งไปกว่านั้น แอดต้องขอเล่าถึงความลับดำมืดที่เพิ่งถูกเปิดเผย นั่นคือ Project Iceworm หรือ ปฏิบัติการหนอนน้ำแข็ง
ในทศวรรษ 1960 กองทัพสหรัฐฯ ได้แอบเจาะอุโมงค์ใต้น้ำแข็งลึกลงไปหลายสิบเมตร สร้างเป็นเมืองนิวเคลียร์ใต้ดินชื่อว่า Camp Century โดยมีแผนจะซ่อนขีปนาวุธนิวเคลียร์กว่า 600 ลูกไว้ใต้แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ เพื่อเตรียมยิงถล่มโซเวียตจากระยะประชิด โดยที่รัฐบาลเดนมาร์กและชาวโลกไม่เคยระแคะระคาย
แต่สุดท้ายธรรมชาติก็เอาชนะมนุษย์ การเคลื่อนตัวของแผ่นน้ำแข็งทำให้โครงสร้างอุโมงค์บิดเบี้ยวจนต้องทิ้งร้างโปรเจกต์นี้ไป ทิ้งไว้เพียงกากกัมมันตรังสีที่ยังคงฝังอยู่ใต้หิมะจนถึงทุกวันนี้
นับเป็นหลักฐานความบ้าคลั่งในยุคสงครามเย็นที่สหรัฐฯ ใช้กรีนแลนด์เป็นเพียงกระดานหมากรุกโดยไม่สนผลกระทบใดๆ
จุดเปลี่ยน: การหลับใหลของยักษ์ใหญ่
ช่วงเวลานี้คือจุดพลิกผันที่สำคัญที่สุดของเรื่องราวนี้ค่ะ... เมื่อกำแพงเบอร์ลินถูกทุบทำลายลงในปี 1989 ตามด้วยการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991 บรรยากาศแห่งความโล่งใจแผ่ปกคลุมไปทั่วโลกตะวันตก เสียงเปิดขวดแชมเปญฉลองชัยชนะดังก้องทำเนียบขาว สหรัฐอเมริกาในฐานะผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว เริ่มเกิดความชะล่าใจและหลงระเริงในอำนาจอย่างหนัก
นักยุทธศาสตร์และมันสมองของเพนตากอนในยุคนั้น ต่างพากันเชื่อทฤษฎีจุดจบของประวัติศาสตร์ (The End of History) ที่เชื่อว่าโลกเสรีประชาธิปไตยได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดแล้ว จะไม่มีสงครามใหญ่เกิดขึ้นอีก สายตาของพญาอินทรีจึงละเลย "ทิศเหนือ" อย่างสิ้นเชิง โดยมองว่ารัสเซียกลายเป็นประเทศถังแตกที่ไม่มีพิษสง ส่วนขั้วโลกเหนือก็เป็นเพียงพื้นที่รกร้างที่มีแต่หมีขาว
จุดโฟกัสของสหรัฐฯ ถูกกระชากเปลี่ยนทิศอย่างรุนแรงเมื่อเกิดเหตุการณ์ 9/11 ค่ะ สหรัฐฯ เบนเข็มความสนใจ ทรัพยากร และงบประมาณทางทหารทั้งหมดมุ่งสู่ตะวันออกกลาง เพื่อทำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย (War on Terror) ในอิรักและอัฟกานิสถาน
ทะเลทรายร้อนระอุกลายเป็นสมรภูมิหลัก ในขณะที่ทุ่งน้ำแข็งอันหนาวเหน็บถูกมองว่าเป็นเรื่องล้าสมัย กองทัพสหรัฐฯ ลดจำนวนทหารในกรีนแลนด์ลงจนเหลือเพียงโครงกระดูกเพื่อเฝ้าฐานทัพทูเลเก่าๆ
ความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดคือ ความเย็นชาทางการทูตค่ะ แม้สหรัฐฯ จะปิดสถานกงสุลในกรีนแลนด์ไปตั้งแต่ปี 1953 แต่ในยุคหลังสงครามเย็น ความสัมพันธ์ยิ่งห่างเหินจนน่าใจหาย สหรัฐฯ เลือกที่จะคุยทุกเรื่องผ่านกรุงโคเปนเฮเกน (เมืองหลวงเดนมาร์ก) เพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจที่จะสร้างสัมพันธ์กับเมืองนุก (เมืองหลวงกรีนแลนด์) หรือรับฟังเสียงของคนท้องถิ่นเลย
สหรัฐฯ มองกรีนแลนด์เป็นเพียง "เส้นทางผ่านของเครื่องบิน" (Flyover Country) และมองข้ามความจริงที่ว่า กรีนแลนด์เริ่มมีอำนาจปกครองตนเองมากขึ้นเรื่อย ๆ
การกระทำนี้เปรียบเสมือนเจ้าของบ้านที่ทิ้งสวนหน้าบ้านให้รกร้าง ไม่เคยลงไปดูแล ปล่อยให้หญ้าขึ้นสูง โดยหารู้ไม่ว่าในความเงียบงันนั้น เกิดสุญญากาศทางอำนาจขนาดมหึมา ชาวกรีนแลนด์รู้สึกถูกทอดทิ้งและมองหาพันธมิตรใหม่ที่เห็นค่าของพวกเขา
และในวินาทีที่ยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐฯ กำลังหลับสนิทอยู่นั้น... ประตูรั้วหน้าบ้านที่ไม่ได้ล็อก ก็ถูกแง้มออกโดยแขกที่ไม่ได้รับเชิญที่มาพร้อมกับเงินถุงเงินถังและความทะเยอทะยานที่จะครองโลก นั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะที่สหรัฐฯ เพิ่งจะมารู้ตัวเมื่อสายไป
วิกฤตการณ์ปัจจุบัน: เมื่อน้ำแข็งละลาย นรกก็แตก
ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน... ภาวะโลกร้อนที่ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างรวดเร็ว ไม่ได้นำมาแค่ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น แต่มันกำลังเขียนแผนที่โลกใหม่ที่เปลี่ยนดุลอำนาจโลกไปตลอดกาล
1.น่านน้ำใหม่ที่ศัตรูครอบครอง (The Arctic Blue Ocean)
เมื่อน้ำแข็งหายไป มหาสมุทรอาร์กติกที่เคยปิดตายกำลังกลายเป็นน่านน้ำเสรี รัสเซียไม่รอช้า เร่งสร้างกองเรือตัดน้ำแข็งพลังงานนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และประกาศอ้างสิทธิ์เหนือเส้นทางเดินเรือทะเลเหนือ (Northern Sea Route) ซึ่งย่นระยะเวลาขนส่งสินค้าจากเอเชียไปยุโรปได้ถึง 40% เทียบกับการผ่านคลองสุเอซ
ลองจินตนาการดูสิคะ ถ้าเรือดำน้ำรัสเซียรุ่นใหม่ที่ติดขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic) สามารถแล่นผ่านหลังบ้านสหรัฐฯ ได้อย่างอิสระโดยไม่มีน้ำแข็งขวางกั้น นี่คือฝันร้ายที่เพนตากอนนอนไม่หลับ
2.สงครามทรัพยากร (The Rare Earth War)
ใต้แผ่นน้ำแข็งที่ละลายนั้น เผยให้เห็นขุมทรัพย์ที่ประเมินค่าไม่ได้ นั่นคือ แร่ Rare Earths กลุ่ม Neodymium และ Praseodymium ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างชิปคอมพิวเตอร์, แม่เหล็กในรถยนต์ EV, และระบบนำวิถีขีปนาวุธ
ปัจจุบันจีนควบคุมการผลิตแร่พวกนี้กว่า 80-90% ของโลก สหรัฐฯ ตระหนักดีว่าหากเกิดสงครามและจีนตัดการส่งออก สหรัฐฯ จะเป็นอัมพาตทันที กรีนแลนด์จึงกลายเป็นทางเลือกที่ใกล้ที่สุดที่มีแหล่งแร่เหล่านี้มากพอที่จะทำให้สหรัฐฯ ปลดแอกตัวเองจากอิทธิพลจีนได้
3.การรุกคืบของพญามังกร (The Dragon in the Snow)
จีนไม่ได้แค่นั่งมอง แต่ประกาศยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมขั้วโลก (Polar Silk Road) และเรียกตัวเองว่าเป็นรัฐใกล้อาร์กติก(Near-Arctic State)
จีนพยายามใช้เงินทุนมหาศาลเข้ามาซื้อใจรัฐบาลท้องถิ่นกรีนแลนด์ ทั้งเสนอสร้างสนามบินนานาชาติ 3 แห่ง และพยายามซื้อเหมืองแร่ที่ใหญ่ที่สุด สิ่งนี้ทำให้สัญญาณเตือนภัยในวอชิงตันดังลั่น เพราะถ้าจีนยึดเศรษฐกิจกรีนแลนด์ได้ ก็เท่ากับจีนเข้ามายืนหายใจรดต้นคอสหรัฐฯ ถึงหน้าบ้าน
ด้วยสถานการณ์ที่บีบคั้นถึงขีดสุด สหรัฐฯ จึงต้องรีบกลับมาเปิดสถานกงสุลในเมืองนุก (Nuuk) อีกครั้งในปี 2020 อย่างเอิกเกริก พร้อมอัดฉีดเงินช่วยเหลือโดยตรง 12.1 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่และแย่งชิง Hearts and Minds ของชาวกรีนแลนด์กลับคืนมาจากจีน
ทางเลือกอำมหิต: ซื้อ หรือ ยึด? (The Hard Choices)
เมื่อสหรัฐฯ ตื่นขึ้นมาพบความจริงว่าตนเองกำลังเพลี่ยงพล้ำในกระดานหมากรุกขั้วโลกเหนือ ทางเลือกในการแย่งชิงกรีนแลนด์กลับคืนมาจึงถูกกางออกบนโต๊ะในห้องยุทธการ ซึ่งแต่ละทางเลือกนั้นเต็มไปด้วยความโหดหินและเดิมพันที่สูงลิบลิ่ว เปรียบเสมือนการเดินไต่ลวดเส้นบางๆ ที่มีเหวเป็นหายนะของสงครามโลก
ทางเลือกแรกที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ "การเจรจาขอซื้อ" ซึ่งหลายคนอาจจะจำได้ดีถึงเหตุการณ์ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยเปรยออกมาจนกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก
แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องตลกขบขันและไม่ใช่ความคิดที่ไร้สาระในมุมมองของประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกัน เพราะสหรัฐฯ คือชาติที่สร้างอาณาจักรด้วยการใช้เงินซื้อดินแดนมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการซื้อรัฐลุยเซียนา หรือรัฐอะแลสกา แม้กระทั่งในปี 1946 ประธานาธิบดีแฮร์รี ทรูแมน ก็เคยยื่นข้อเสนอลับสุดยอดเพื่อขอซื้อกรีนแลนด์ด้วยทองคำแท่งมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์มาแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐฯ ยังมีประวัติความสำเร็จในการซื้อ "หมู่เกาะเวอร์จิน" จากเดนมาร์กในปี 1917 อีกด้วย
ดังนั้นตรรกะของสหรัฐฯ จึงมองว่าทุกอย่างมีราคาและเจรจาได้ แต่สิ่งที่ทำให้ดีลนี้ล่มไม่เป็นท่าในยุคปัจจุบัน คือบริบทของโลกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติและสิทธิในการกำหนดใจตนเอง การมองประเทศที่มีผู้คนอาศัยอยู่เป็นเพียงอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อขายกันได้ ถือเป็นการเหยียดหยามศักดิ์ศรีและอธิปไตยอย่างรุนแรง จนทำให้เดนมาร์กและชาวกรีนแลนด์ปฏิเสธเสียงแข็งแบบไม่มีเยื่อใย
เมื่อเงินซื้อไม่ได้ ทางเลือกที่สองที่โหดร้ายกว่าคือ "การใช้กำลังเข้ายึดครอง" ซึ่งในทางทฤษฎีการทหาร กองทัพสหรัฐฯ มีศักยภาพเหลือเฟือที่จะบุกยึดกรีนแลนด์ได้ภายในเวลาไม่กี่วัน แต่ในทางปฏิบัติ นี่คือทางเลือกที่เป็นไปไม่ได้และเปรียบเสมือนการฆ่าตัวตายทางการเมือง เพราะกรีนแลนด์อยู่ภายใต้อธิปไตยของราชอาณาจักรเดนมาร์ก ซึ่งเป็นสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO
หากสหรัฐฯ ตัดสินใจส่งทหารบุกยึดกรีนแลนด์ ก็จะเท่ากับการประกาศสงครามกับพันธมิตรของตัวเอง และจะเป็นการละเมิดกฎเหล็ก Article 5 ของ NATO ที่ระบุว่าการโจมตีสมาชิกหนึ่งชาติถือเป็นการโจมตีทั้งหมด ผลลัพธ์ที่จะตามมาคือหายนะขั้นสมบูรณ์ของโลกตะวันตก องค์การนาโต้จะล่มสลาย ยุโรปจะตัดขาดจากสหรัฐฯ และระเบียบโลกจะพังทลายลง ซึ่งผู้ที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากความแตกแยกนี้ก็คือศัตรูตัวฉกาจอย่างรัสเซียนั่นเอง
ดังนั้นไม่ว่าจะเลือกทางไหน สหรัฐฯ ก็เหมือนตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความมั่นคงกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างระมัดระวังที่สุด
บทสรุป: หมากเกมนี้ NATO เลือกข้างไหน?
เมื่อทางเลือกที่รุนแรงทั้งการซื้อและการยึดเป็นทางตัน คำถามสำคัญที่ทุกคนจับตามองคือ แล้วจุดจบของดราม่าเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร และ NATO จะยืนอยู่ข้างไหนในสมรภูมินี้?
คำตอบที่น่าสนใจและสะท้อนความจริงอันโหดร้ายของโลกการเมืองคือ NATO อาจจะเลือก "หลับตาข้างหนึ่ง" และ "สมรู้ร่วมคิด" กับสหรัฐฯ ค่ะ เพราะลึกๆ แล้ว แม้ยุโรปจะไม่ชอบความกร่างของสหรัฐฯ แต่ยุโรป "กลัว" รัสเซียมากกว่าหลายเท่าตัว
กรีนแลนด์คือจุดยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า GIUK Gap (Greenland-Iceland-UK Gap) หรือช่องแคบทางทะเลระหว่างกรีนแลนด์ ไอซ์แลนด์ และสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นคอขวดสำคัญทางทหารที่เรือดำน้ำรัสเซียต้องผ่านหากจะเล็ดลอดออกสู่มหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อตัดเส้นทางลำเลียงกำลังบำรุงระหว่างอเมริกากับยุโรป
ดังนั้น การปล่อยให้สหรัฐฯ เข้ามาคุมพื้นที่นี้ จึงเป็นสิ่งที่ NATO จำเป็นต้องยอมรับเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง
ฉากจบของเรื่องนี้จึงไม่ใช่สงครามแตกหัก แต่เป็นการยึดครองแบบเงียบ (Silent Occupation) ผ่านกลยุทธ์ Soft Power ขั้นสุดยอด สหรัฐฯ ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ล้าสมัย มาเป็นการเน้นสิทธิในการเข้าถึงและใช้งาน (Access and Use) แทน โดยเราน่าจะได้เห็นสหรัฐฯ ทุ่มเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และระบบสาธารณสุขของกรีนแลนด์ เพื่อซื้อใจชาวบ้านและสร้างอิทธิพลให้คนท้องถิ่นรู้สึกพึ่งพาสหรัฐฯ แทนที่เดนมาร์กหรือจีน
ในขณะเดียวกัน เดนมาร์กเองก็จำต้องยอมให้สหรัฐฯ ขยายฐานทัพและติดตั้งระบบอาวุธที่ทันสมัยขึ้นโดยไม่อิดออด เพื่อแลกกับหลักประกันความมั่นคงจากพี่ใหญ่ ท้ายที่สุดแล้ว กรีนแลนด์จะกลายสภาพเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่ไม่มีวันจมของสหรัฐฯ โดยพฤตินัย แม้ธงชาติบนยอดเสาจะยังคงเป็นธงกรีนแลนด์อยู่ก็ตาม
นี่คือ Realpolitik หรือการเมืองแห่งความเป็นจริงที่ไร้ซึ่งอุดมคติ มีเพียงผลประโยชน์และความอยู่รอดเท่านั้น กรีนแลนด์คือกุญแจดอกสุดท้ายที่สหรัฐฯ ต้องกำไว้ให้แน่นที่สุด เพราะหากหลุดมือไปเมื่อไหร่ นั่นอาจหมายถึงสัญญาณเตือนภัยวาระสุดท้ายของยุคสมัยที่อเมริกาเป็นเจ้าโลกค่ะ
ที่มาเนื้อหาจาก… เพจ Beauty Investor