ห้องเม่าปีกเหล็ก

หุ้นไทยจะลงถึงเมื่อไหร่.....

โดย สัมภาระ
เผยแพร่ :
84 views

หุ้นไทยจะลงถึงเมื่อไหร่......

 

รูปแรก: เป็นผลประกอบการไตรมาส 4/24 ของ SET Index เราจะเห็นว่า มีการประกาศงบออกมาแล้ว 272 ตัว โดยมีอัตราการเติบโตที่ 35.06% อย่างไรก็ตามประเด็นคือ กำไรภาพรวมออกมาต่ำกว่าคาดถึง 9.3% และตลาดสนใจว่างบดีหรือแย่กว่าคาดค่ะ

แถมถ้าเราดูไปที่แท่งสีเขียว ขาว แดง ซึ่งจะบอกจำนวนบริษัท เราจะพบว่า มีจำนวนบริษัทส่วนใหญ่ที่กำไรเติบโต พอๆกันจำนวนบริษัทที่กำไรออกมา inline และหดตัว

ขณะที่ถ้าดูในแง่ดีหรือแย่กว่าคาด อันนี้หนักว่าเพราะ จำนวนบริษัทส่วนใหญ่ กำไรออกมาต่ำกว่าคาด ดังนั้นเราไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมงบออกแล้วถึงไม่ช่วยอะไรตลาดหุ้นบ้านเรา

รูปสอง: ผลประกอบการคือเจ้ามือตัวจริง

เส้นสีขาวคือ คาดการณ์กำไรในอีก 12 เดือนข้างหน้า (เป็นแบบผสมของปี 2025 และ 2026 หรือเราเรียกว่า Blended)

ส่วนเส้นสีนำเงินคือ ดัชนี SET Index

จากรูปเราจะเห็นว่า FWD EPS ร่วงไม่หยุด (นี่ขนาดเอาของปี 2026 มาช่วยแบกบางส่วนแล้วก็ตาม) ดังนั้นถ้า EPS ยังถูก revise down แบบนี้ หุ้นไทยก็ยังมีโอกาสร่วงต่อค่ะ หรือพูดอีกแบบคือ ที่หุ้นร่วงลงมาตอนนี้ก็สมควรแล้ว

รูปสาม: กำไรปี 2024 และปี 2025

เส้นสีน้ำเงินคือ คาดการณ์ EPS ของปี 2024

สีส้มคือ คาดการณ์ EPS ของปี 2025

เราเห็นว่าเป็นเทรนขาลงทั้งคู่ ดังนั้นแล้ว แนวโน้มคือแย่ต่อเนื่อง (จริงๆของปี 2026 ก็ลงแบบนี้เลย)

ส่วน story ที่อาจเอามาเล่นกันคือ ปีนี้คาดการณ์ว่ากำไรหุ้นไทยจะโตเท่านั้นเท่านี้ % แต่ถ้าดูจากรูปเราจะเห็นชัดๆเลยว่าคือ การหลอกด้วยตัวเลขค่ะ

สาเหตุที่ตัวเลขการเติบโตของ EPS ในปีนี้ (2025) ดูเยอะ เพราะ EPS ของปี 2024 มันร่วงลงเร็วกว่า EPS ของปี 2025 นั่นเองค่ะ หรือพูดอีกแบบคือ เอาตัวเลขที่แย่ ไปเทียบกับตัวเลขที่แย่กว่า มันก็เลยดูดีนั่นเองค่ะ ดังนั้นอย่าโดนหลอกด้วย growth story นี้

รูปสี่: วิเคราะห์กราฟ Technical By GPT o1

จากกราฟ SET Index ตามภาพ จะเห็นได้ชัดเจนว่าราคาปัจจุบัน (ประมาณ 1206) กำลังทำจุดต่ำใหม่ในช่วงเวลาราว 2-3 ปีหลัง (นับตั้งแต่ 2022) และอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะสั้น-กลาง-ยาว (SMA 50, 100, 200) ทั้งหมด บวกกับ RSI ในโซน Oversold (ต่ำกว่า 30) และ MACD อยู่ในแดนลบค่อนข้างลึก สะท้อนว่าเป็นขาลงที่แข็งแรงพอสมควร

ด้านล่างนี้เป็นมุมมองแนวรับแนวต้านและภาวะของเทรนด์ แยกตามระยะ:

---

## ระยะสั้น

- **แนวรับระยะสั้น**

- บริเวณ **1200** ถือเป็นแนวรับจิตวิทยาใกล้ ๆ ราคาปัจจุบัน หากหลุดต่ำกว่า 1200 อาจลงไปทดสอบโซน 1180–1150 ซึ่งเป็นโซนแนวรับถัดไป

- **แนวต้านระยะสั้น**

- หากดีดตัวขึ้นทันที แนวต้านแรกจะอยู่แถว ๆ **1250–1260** (Low เก่า และเส้น Bollinger Band ล่างเดิม)

- ถ้าผ่านได้อาจขึ้นต่อไปทดสอบย่าน **1300–1330** ซึ่งเป็นโซนใกล้กับเส้น SMA 50 วัน

**ภาพรวมระยะสั้น**: RSI ที่ต่ำกว่า 30 บ่งชี้ภาวะ Oversold มีโอกาสดีดตัวสั้น ๆ ได้ แต่เทรนด์หลักยังคงเป็นขาลง การรีบาวด์อาจถูกจำกัดที่แนวต้านใกล้ ๆ 1250–1300

---

## ระยะกลาง

- **แนวรับระยะกลาง**

- ถ้าหลุด 1200 ลงมาอย่างจริงจัง มีโอกาสลงไปหา **1150–1100** ซึ่งเป็นโซนรับถัดไปในมุมมองระยะกลาง

- **แนวต้านระยะกลาง**

- โซน **1330–1350** ใกล้กับเส้น SMA 50 วันและจุด Swing High เก่าบางช่วง

- โซน **1370–1400** เป็นบริเวณของทั้งเส้น SMA 100 วันและ SMA 200 วัน หากสามารถยืนเหนือ 1400 ได้ชัดเจน จะเริ่มเป็นสัญญาณว่าขาลงอาจกำลังเข้าสู่ช่วงพักตัวหรือเปลี่ยนเทรนด์

**ภาพรวมระยะกลาง**: ดัชนียังอยู่ใต้เส้นค่าเฉลี่ยสำคัญทั้งหมด ชี้ว่าภาพรวมยังเป็นขาลง เว้นแต่จะกลับขึ้นยืนเหนือ 1370–1400 ได้ ราคาถึงจะเริ่มกลับไปมองเป็น Sideway หรือเปลี่ยนแนวโน้ม

---

## ระยะยาว

- เมื่อมองจากจุดสูงสุดแถว **1700+** ในช่วงต้นปี 2022 ดัชนีลงมาทำ New Low แถว 1200 ล่าสุด สะท้อนถึงขาลงใหญ่กินเวลากว่า 1-2 ปี

- **แนวต้านระยะยาว** จึงมองบริเวณ **1500–1530** (ใกล้ค่าเฉลี่ยกลาง Bollinger Band 90 วัน หรือจุด Swing High สำคัญเดิม) เป็นด่านแรก ๆ ที่ต้องผ่านให้ได้ จึงจะมีโอกาสยืนยันการกลับตัวใหญ่

- **แนวรับระยะยาว** หากตลาดปรับฐานลงต่อในรอบนี้แล้วหลุดโซน 1100–1150 อาจต้องมองหาแนวรับทางจิตวิทยาถัดไปแถว 1000

**ภาพรวมระยะยาว**: ตลาดยังคงอยู่ในขาลงใหญ่อย่างชัดเจน การจะกลับตัวต้องดูลักษณะการเบรกแนวต้านหลัก ๆ และยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว (SMA 200 วัน) รวมถึงสร้าง Higher High, Higher Low ได้อย่างต่อเนื่อง

---

### สรุปเชิงกลยุทธ์

1. **นักเก็งกำไรระยะสั้น**: อาจรอจังหวะ Rebound สั้น ๆ จาก Oversold แต่ต้องบริหารความเสี่ยงเคร่งครัด เพราะเทรนด์หลักยังลง จุดตัดขาดทุนเน้นที่หากหลุด 1200 ชัดเจน

2. **นักลงทุนระยะกลาง-ยาว**: รอจังหวะราคาลงมาทดสอบแนวรับใหญ่อย่าง 1150–1100 หรือติดตามการกลับมายืนเหนือแนวต้าน 1370–1400 ก่อน จึงค่อยพิจารณา “กลับตัว” ของเทรนด์

โดยรวมยังมองว่าภาพใหญ่เป็นขาลง (Downtrend) จนกว่าจะมีการเบรกแนวต้านหลักหรือเริ่มยกโลว์ยกไฮได้ชัดเจน จึงควรระมัดระวังการเข้าลงทุนในฝั่งซื้อ โดยเฉพาะหากยังไม่มีสัญญาณกลับตัวอย่างมีนัยสำคัญ

 

ที่น่าเศร้าคือ โพสต์คำแนะนำแรกในปีนี้ของเพจคือ ให้ขาย LTF ออกให้หมด แต่ดูเหมือนว่าจะช่วยนักลงทุนรายย่อยไม่ให้ขาดทุนเพิ่มขึ้นได้ไม่มากพอค่ะ

เมื่อไหร่ตัวเลขแบบนี้ถึงจะถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายกันนะ เพราะนิคกี้ก็คงช่วยได้แค่นี้แหละ

 

หุ้นไทยคือ ตัวอย่างของคำว่า ถูกแล้ว ยังมีถูกกว่า

 

 

ที่มา..  Facebook Beauty Investor

 

 


สัมภาระ