โบรกคาด ‘กลุ่มปตท.’ ครึ่งหลัง ผลงาน ‘โตจำกัด’ ยกเด่น ‘ปันผลสูง’
- นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าผลประกอบการโดยรวมของกลุ่ม ปตท. ในช่วงครึ่งหลังของปีอาจเติบโตอย่างจำกัดและไม่โดดเด่นมากนัก
- ปัจจัยกดดันหลักมาจากราคาน้ำมันโลกที่มีแนวโน้มทรงตัวจากการที่กลุ่ม OPEC+ ทยอยเพิ่มกำลังการผลิต รวมถึงเศรษฐกิจโลกที่ยังถูกกดดัน
- แม้การเติบโตด้านราคาหุ้นอาจไม่สูง แต่นักวิเคราะห์ชี้ว่ากลุ่ม ปตท. มีความโดดเด่นในฐานะ "หุ้นปันผลสูง" ซึ่งน่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทน
- หุ้นที่ถูกยกให้เด่นด้านปันผลคือ PTT ที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 7% และ PTTEP ที่คาดว่าจะสามารถจ่ายปันผลได้ในระดับสูง
- นักวิเคราะห์แนะนำให้ระมัดระวังในการลงทุน เนื่องจากผลประกอบการที่ดีขึ้นของหุ้นบางตัวมาจากการลดต้นทุนหรือรายการพิเศษ ไม่ใช่การฟื้นตัวของวัฏจักรอุตสาหกรรม
“อุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี” ยังคงเผชิญความไม่แน่นอน โดยเฉพาะครึ่งหลังปี 2568 บ่งชี้ผ่าน “ราคาน้ำมันโลก” มีแนวโน้ม “ทรงตัว” ภายใต้แรงกดดันจาก “องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันออกและพันธมิตร” (OPEC+) ที่ทยอยเพิ่มกำลังผลิต และบรรยากาศภูมิรัฐศาสตร์ยังต้องติดตามหลังประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” เดินหน้าเจรจารัสเซียและยูเครน เศรษฐกิจโลกยังถูกกดดันจากมาตรการภาษีสหรัฐ ทำให้ราคาก๊าซและปิโตรเคมีอยู่ในทิศทางอ่อนตัว

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า ผลประกอบการของ “กลุ่มปตท.” อาจจะไม่โดดเด่นมาก แต่อาจจะฟื้นตัวได้บ้างเล็กน้อยในหุ้นบางตัวเท่านั้น ขณะเดียวกันในกลุ่มปตท. ยังมีบางตัวที่สามารถจ่ายปันผลได้สูง และเป็นที่น่าสนใจของนักลงทุน
“วิจิตร อารยะพิศิษฐ” นักกลยุทธ์การลงทุน บล.ลิเบอเรเตอร์ ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ภาพรวมกลุ่มปตท. ช่วงครึ่งหลังผลงานโดยรวมอาจ “ไม่โดดเด่นมาก” เทียบกับครึ่งปีแรก แต่ยังคงมีโอกาสลงทุนสำหรับนักลงทุนที่มองหา “ผลตอบแทน” จากเงินปันผล และโอกาสการเก็งกำไรในหุ้นบางตัว
โดยกลุ่ม ปตท. ครึ่งปีหลัง ราคาน้ำมันค่อนข้างทรงตัวและไม่ขยับไปไหนมากนัก เนื่องจากราคาน้ำมันโลกยังคงอ่อนตัวและไม่ได้มีแรงหนุนมาก รวมถึงปัจจัยกดดันมาจาก OPEC+ ที่ค่อย ๆ เพิ่มกำลังการผลิต ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ก็ไม่ได้เป็นตัวเร่งให้ราคาน้ำมันไปไกลนัก เนื่องจากประธานาธิบดี ทรัมป์ เดินหน้าเจรจาในหลายจุด เช่น รัสเซียและยูเครน หากไม่มีเหตุการณ์ที่ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นราคาน้ำมันก็ไม่น่าจะไปไกล
ขณะที่ เศรษฐกิจโลกยังคงได้รับผลกระทบจากปัญหาภาษีทรัมป์ ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไม่สดใสมาก ราคาก๊าซยังคงปรับฐานลง ส่งผลให้ผลการดำเนินงานโดยรวม Performance ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนักและไม่โดดเด่น ขณะที่ราคาหุ้นยังคง Underperform หรืออยู่ในโซนล่าง ซึ่งถือเป็นข้อดีคือ ไม่ได้ถูกไล่ราคาขึ้นไปมากแล้ว
อย่างไรก็ดี กลุ่ม ปตท. มีการจ่ายปันผลสูง โดยเฉพาะกระทรวงการคลังถือหุ้นจำนวนมาก ทำให้เป็น “หุ้นปันผลโดดเด่น” ซึ่งนักลงทุนอาจถือหุ้นกลุ่มดังกล่าวเพื่อรับปันผลมากกว่าการเก็งกำไรราคาหุ้นที่จะพุ่งขึ้นสูงมาก หรืออาจเก็งกำไรตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
สำหรับ TOP ส่วนต่างราคา (Spread) ของผลิตภัณฑ์หลัก เช่น ดีเซลและน้ำมันเครื่องบิน เริ่มอยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้น ส่วนปัญหาที่ค้างคาอยู่กับโครงการ CFP น่าจะค่อย ๆ ปลดล็อกมากขึ้นในครึ่งปีหลังแนะนำให้ทยอยซื้อสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว
ส่วน PTTGC ที่ผ่านมาได้รับผลกระทบหนัก โดยเฉพาะจากการลงทุนในต่างประเทศที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ แต่บริษัทได้เริ่มตัดขายธุรกิจที่ไม่ค่อยทำกำไรออกไประดับหนึ่งแล้ว ทำให้ภาพรวมน่าสนใจขึ้น และมีการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ไว้มาก ด้านปิโตรเคมีมีความเชื่อมโยงเศรษฐกิจจีน ซึ่งแม้จะยังไม่ดีแต่ก็มีกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ามาเป็นระลอก และ Valuation อยู่ในระดับต่ำมากทำให้เหมาะสำหรับเทรดดิ้ง ขณะที่ IRPC ยังไม่แนะนำเนื่องจากมีผลขาดทุนค่อนข้างมาก และไม่คุ้มทุน ซึ่งถูกมองเป็นหุ้นยากที่จะฟื้นตัว
“จักรพงศ์ เชวงศรี” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ความกังวลสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน มีผลกระทบต่อราคาน้ำมัน โดยเฉพาะหากมีการเจรจาสันติภาพที่ทำให้อัตราพรีเมียมจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ในราคาน้ำมันหายไป ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันอ่อนตัวลงจากที่เคยขึ้นไปถึง 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ประมาณ 65-66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม หากยูเครนไม่ยอมเสียดินแดน สถานการณ์ก็อาจไม่จบลงง่ายๆ และราคาน้ำมันพร้อมที่จะดีดกลับได้เสมอ ส่วนสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ถูกมองว่าเป็นสงครามตัวแทน ซึ่งผลกระทบจะขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาส
สำหรับนักลงทุนในกลุ่ม ปตท.ควรเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากราคาหุ้นในกลุ่มหลายตัว เช่น PTTGC และ TOP ได้ปรับตัวขึ้นมามากแล้ว และการปรับตัวดีขึ้นของผลประกอบการส่วนใหญ่มาจากรายการพิเศษและการลดต้นทุน ไม่ใช่จากการปรับตัวดีขึ้นของวัฏจักรอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่ ในกลุ่มปตท. มีเพียง 2 ตัวที่น่าสนใจ เนื่องจากจ่ายเงินปันผลได้สูงคือ PTT ซึ่งให้ผลตอบแทนประมาณ 7% และ PTTEP แม้ราคาน้ำมันจะลดลง แต่ผลการดำเนินงานยังคงอยู่ที่ประมาณ 60,000 ล้านบาท ทำให้มีอำนาจในการจ่ายเงินปันผลในระดับสูงที่ 8-8.50 บาท ซึ่งส่งผ่านไปที่ปตท.
ที่มา. https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1196314