“ยางไทย” บนเส้นทางเสี่ยง!
เมื่อการพึ่งพาสหรัฐฯ อาจกลายเป็นกับดัก
ไทยคือผู้ส่งออกยางรถยนต์อันดับ 2 ของโลก รองจากจีน ปี 2567 เราส่งออกยางล้อใหม่มูลค่า 7.4 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดโลก 7.4% ส่วนจีนยังนำอยู่ที่ 22.4% แม้จะโดนภาษีอย่างหนัก แต่ก็ยังยืนระยะได้ดีในหลายตลาด

จุดแข็งของไทยกลับซ่อน “จุดเสี่ยง” เพราะตลาดส่งออกหลักคือสหรัฐฯ ที่เดียว โดยครองส่วนแบ่งเกือบ 20% ของตลาดยางรถยนต์ในอเมริกา และตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ขณะที่จีนเคยยึดตลาดสหรัฐฯ ได้ถึง 30% ในปี 2557 แต่ต้องเจอกำแพงภาษีสารพัด ทั้ง Anti-Dumping, Countervailing Duties และมาตรา 301 จนเหลือส่วนแบ่งแค่ 4.3% ในปี 2567 เท่านั้น ทำให้จีนหันไปหาตลาดใหม่ กระจายความเสี่ยงทันที
ตรงกันข้ามกับไทย… ที่ยังฝากอนาคตไว้กับสหรัฐฯ เกือบครึ่งหนึ่งของการส่งออกยาง ขณะที่ตลาดอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย หรือยุโรป มีสัดส่วนเพียงไม่ถึง 5% นี่คือ “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” ที่ต้องเร่งแก้
ในยุค Trump 2.0 ที่นโยบายการค้าสามารถเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและรุนแรง การพึ่งตลาดเดียวยิ่งเป็นอันตราย เราไม่รู้ว่าวันไหนจะโดนมาตรการใหม่ หรือเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นจนแข่งขันไม่ได้
ทางออกของไทย ไม่ใช่แค่กระจายตลาด แต่ต้อง “เปลี่ยนเกม” ให้ทันโลก
ตลาดโลกไม่ได้มองหาแค่ยางราคาถูก แต่กำลังให้ความสำคัญกับ ยางที่ประหยัดพลังงาน เสียงเบา และรีไซเคิลได้ ซึ่งกำลังกลายเป็น “มาตรฐานใหม่” โดยเฉพาะในสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ที่เริ่มบังคับใช้ข้อกำหนดด้านเสียงและสิ่งแวดล้อมของยางล้ออย่างจริงจัง
• ยางต้องเงียบลง ไม่รบกวนสิ่งแวดล้อม
• ต้องต้านทานแรงหมุนน้อย เพื่อให้รถกินพลังงานน้อยลง
• และต้องสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เพื่อรองรับเป้าหมาย Net Zero
นี่คือเกมใหม่ที่ ไม่ใช่แค่ใครผลิตได้ถูกกว่า แต่ใครพัฒนาได้ “ฉลาดกว่า”
หากไทยยังเน้นผลิตแบบเดิมโดยไม่ลงทุนใน R&D — แม้วันนี้จะขายดี แต่วันหน้าก็อาจถูกแซงได้ง่าย ๆ
การเร่งยกระดับสู่ “ยางเทคโนโลยีสูง” จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่คือ “ทางรอด” ที่ยั่งยืน
ประเทศไทยยังมีแต้มต่อ ทั้งวัตถุดิบยางพารา และความชำนาญด้านการผลิต แต่หากไม่คิดขยายตลาด และไม่เร่งยกระดับผลิตภัณฑ์ แต้มต่อนี้ก็อาจกลายเป็นกับดักที่ทำให้เราไปไม่ถึงเส้นชัย
“เพราะโลกเปลี่ยนเร็ว… เราจึงต้องเปลี่ยนให้เร็วกว่าตลาด”
ความสำเร็จที่ผ่านมา อาจไม่ใช่เครื่องการันตีอนาคต หากยังยึดติดกับตลาดเดียว
.
เรื่องและภาพ: กุสุมา ธะนะวงศ์ Economist, Bnomics
════════════════
ที่มา. Bnomics by Bangkok Bank