สรุป 3 ขั้นตอน หลบกับดักหุ้นปันผลสูง ที่ซ่อนอยู่ในดัชนี SETHD | MONEY LAB
หุ้นปันผลสูง เป็นสิ่งที่ใครหลายคนก็อยากจะมีไว้ประดับพอร์ตการลงทุนของตัวเอง เพื่อเป็นห่านทองคำ สำหรับเพิ่มพูนความมั่งคั่ง
ทำให้เหล่าหุ้นปันผล ที่บางตัวอาจจะมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล หรือ Dividend Yield สูง 20% ถึง 40% ในดัชนี SETHD ดูเหมือนเป็นโอกาสทองที่ไม่ควรมองข้าม
หลายคนจึงตัดสินใจลงทุน ด้วยความคาดหวังว่าจะได้รับปันผลสูงแบบนั้นสม่ำเสมอ และสามารถถือลงทุนระยะยาวได้อย่างสบายใจ
แต่ความจริงที่หลายคนต้องเจอก็คือ หลังจากลงทุนก็ได้เงินปันผลน้อยกว่าที่คาด แถมราคาหุ้นยังร่วงหนัก ทำให้สุดท้ายพอร์ตติดลบ จนแทบอยากเอาปันผลไปคืน
แล้วเพราะอะไรหุ้นปันผลสูงเหล่านี้ จึงกลายเป็นการลงทุนที่แย่ได้ หรือมีปัจจัยอะไรที่เรามองข้ามไปบ้าง ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ

ดัชนีราคา SET High Dividend 30 Index หรือ SETHD เป็นดัชนีที่รวบรวมหุ้น 30 ตัว ที่ผ่านเกณฑ์ด้านขนาดและสภาพคล่อง และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงและต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
ด้วยชื่อดัชนีที่เป็นตัวแทนของหุ้นปันผลสูง ทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยมองว่า ถ้าหุ้นตัวไหนติด SETHD ก็น่าจะเป็นหุ้นที่จ่ายปันผลดี และเหมาะกับการลงทุนระยะยาว
ทำให้เมื่อดูรายชื่อหุ้นใน SETHD สิ่งแรกที่หลายคนมองหาจึงมักจะเป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล หรือ Dividend Yield ที่สูง ๆ ไว้ก่อน
แต่ความจริงแล้ว ตัวเลข Dividend Yield ที่เราเห็นอาจไม่ได้สะท้อนว่าหุ้นนั้นจะจ่ายปันผลสูงต่อเนื่องเสมอไป
เพราะ Dividend Yield คำนวณมาจาก
(เงินปันผลต่อหุ้น / ราคาหุ้นในปัจจุบัน) x 100
ดังนั้น ตัวเลข Dividend Yield ที่สูง สามารถเกิดได้จาก
1. บริษัทจ่ายปันผลสูงจริง จากผลประกอบการที่ดีในปีนั้น
2. Dividend Yield สูง เพราะราคาหุ้นลดลง
ซึ่งในกรณีหลังนี้เองที่ทำให้ แม้ปันผลต่อหุ้นยังเท่าเดิม แต่เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลง ตัวเลข Yield ก็เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ
ทำให้ตัวเลข Dividend Yield ที่สูง กลับกลายเป็นภาพลวงตา จากราคาหุ้นที่ตกลง ไม่ได้มาจากการที่บริษัทจ่ายปันผลสูงจริง ๆ
การดูรายชื่อหุ้นใน SETHD และตัวเลข Dividend Yield จึงควรเป็นแค่จุดเริ่มต้นในการคัดกรองหุ้นปันผลเท่านั้น
สิ่งที่เราควรทำหลังจากได้รายชื่อหุ้นมาแล้ว คือ
1. ตรวจสอบว่า ธุรกิจมีความเป็นวัฏจักรหรือไม่
หุ้นวัฏจักร คือ หุ้นบริษัทที่มีรายได้และกำไรผันผวนตามรอบอุตสาหกรรม โดยมีทั้งช่วงขาขึ้นและขาลงชัดเจน
ในช่วงขาขึ้น กำไรเติบโตสูง ราคาหุ้นมักปรับตัวขึ้น และด้วยกำไรที่เพิ่มขึ้น บริษัทก็สามารถจ่ายปันผลได้มากขึ้น
แต่ในทางตรงกันข้าม ในช่วงขาลง กำไรลดลง ราคาหุ้นมักปรับตัวลงแรง และบริษัทอาจต้องลดการจ่ายปันผล หรือในบางกรณีอาจหยุดจ่ายไปเลย
ทำให้หากเราซื้อหุ้นวัฏจักรเพราะเห็น Dividend Yield สูง 30% ถึง 40% ในช่วงขาขึ้น และคาดหวังว่าจะได้ปันผลแบบนี้ต่อเนื่อง
กลับทำให้แทนที่เราจะมีโอกาสได้ผลตอบแทนสองต่อ จากราคาหุ้นและเงินปันผลที่เพิ่มขึ้น
เราอาจจะเจอการขาดทุนสองต่อ จากเงินปันผลที่ลดลงตามรายได้กำไรที่หดตัวลง และราคาหุ้นวัฏจักรที่มักจะปรับตัวลงแรงเมื่อจบรอบขาขึ้นแทน
ตัวอย่างหุ้นวัฏจักรที่เห็นได้ชัดคือ หุ้นที่เกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ อย่างน้ำมัน โรงกลั่น เหล็ก ยางพารา ถ่านหิน ยางมะตอย รวมถึง ธุรกิจเดินเรือที่รายได้ขึ้นอยู่กับค่าระวางเรือ
อย่างไรก็ตาม ความเป็นวัฏจักรไม่ได้จำกัดแค่สินค้าโภคภัณฑ์เท่านั้น แม้แต่หุ้นธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ก็มีความเป็นวัฏจักรขึ้นลงตามเศรษฐกิจเช่นกัน
ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดเพื่อลดความเสี่ยงนี้ คือการตัดหุ้นวัฏจักรออกจากตัวเลือกสำหรับหุ้นปันผลเลย
อย่างไรก็ตาม หุ้นวัฏจักรบางส่วนในดัชนี SETHD ก็เป็นบริษัทใหญ่ ที่มีความมั่นคงสูงมาก ๆ
ทำให้ถ้าอยากจะลงทุน ต้องเข้าใจลักษณะธุรกิจ รู้ว่าหุ้นที่เราสนใจอยู่ในช่วงไหนของวัฏจักร และรอบวัฏจักรยาวแค่ไหน เพื่อจะได้ประเมินว่าปันผลสูงที่เห็นนั้นมาจากรอบขาขึ้นหรือไม่ด้วย
2. ตรวจสอบประวัติการจ่ายปันผล
แม้ว่าหุ้นใน SETHD จะคัดเลือกจากอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงและต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
แต่ระยะเวลา 3 ปี อาจยังไม่พอที่จะสะท้อนแนวโน้มการจ่ายปันผลในระยะยาวได้ เนื่องจากหนึ่งรอบวัฏจักรธุรกิจอาจใช้เวลานานกว่านั้น
เราจึงควรย้อนดูประวัติการจ่ายปันผลให้ไกลขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว หรืออุตสาหกรรมอยู่ในช่วงขาลง
หากบริษัทยังสามารถทำกำไรและจ่ายปันผลได้อย่างต่อเนื่อง หุ้นนั้นก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนเพื่อรับปันผลระยะยาว
นอกจากนี้ การตรวจสอบประวัติการจ่ายปันผลยังช่วยคัดกรองหุ้นที่กำไรผันผวนสูงออกไปได้ด้วย
เพราะหุ้นกลุ่มนี้มักจ่ายปันผลสูงแค่ในช่วงที่ธุรกิจดี แต่เมื่อเข้าสู่รอบขาลง บริษัทอาจหยุดจ่ายไปเลย
ดังนั้นเพื่อให้มั่นใจว่า หุ้นที่เราเลือกสามารถให้ผลตอบแทนจากปันผลได้จริงในระยะยาว เราไม่ควรดูแค่ตัวเลข Dividend Yield เพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูความสม่ำเสมอของการจ่ายปันผลควบคู่กันไปด้วย
แต่ทั้งนี้การจ่ายปันผลในอดีตก็ไม่สามารถเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการจ่ายปันผลได้ทั้งหมดเช่นกัน เราจึงต้องตรวจสอบผลการดำเนินงานของบริษัทต่อ
3. ตรวจสอบผลการดำเนินงานของบริษัท
หัวใจของหุ้นปันผล คือ ต้องเป็นบริษัทที่มีพื้นฐานธุรกิจดี และมีผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง
เพราะผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งนำมาสู่กำไรที่ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บริษัทสามารถจ่ายปันผลได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
การจะจ่ายปันผลได้ดีนั้น บริษัทต้องมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งด้วย ซึ่งดูได้จาก
- โครงสร้างหนี้ที่เหมาะสม นั่นคือ มีหนี้น้อย เพื่อไม่ให้กระทบต่อความสามารถในการจ่ายปันผล และผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากได้
- กำไรสะสมเป็นบวก เพราะหากมีการขาดทุนสะสม อาจต้องนำกำไรไปชดเชยก่อน ทำให้ไม่สามารถจ่ายปันผลได้
- กระแสเงินสดอิสระเป็นบวก เพราะหากบริษัทสามารถสร้างกระแสเงินสดอิสระได้อย่างสม่ำเสมอ ก็มีโอกาสจ่ายคืนหนี้ได้เร็วขึ้น รวมถึงจ่ายปันผลได้ต่อเนื่องด้วย
อ่านถึงตรงนี้ก็จะเห็นว่า การเลือกหุ้นปันผล เราไม่ควรดูแค่ตัวเลข Dividend Yield ที่สูง เพราะอาจเป็นกับดักที่ทำให้เราพลาดทั้งปันผลที่คาดหวัง แถมมูลค่าเงินลงทุนก็ลดลง
สิ่งสำคัญก่อนตัดสินใจลงทุน จึงเป็นการตรวจสอบให้รอบด้าน ทั้งลักษณะธุรกิจว่ามีความเป็นวัฏจักรหรือไม่ ประวัติการจ่ายปันผลในอดีตว่าสม่ำเสมอแค่ไหน
และฐานะการเงินของบริษัทว่าแข็งแกร่งเพียงพอที่จะจ่ายปันผลได้ต่อเนื่องในอนาคตหรือไม่
เพราะหุ้นปันผลที่ดีไม่ใช่แค่จ่ายปันผลสูงเป็นครั้งคราว แต่ต้องจ่ายได้อย่างสม่ำเสมอและยั่งยืนในระยะยาวด้วย
เพราะในช่วงธุรกิจขาขึ้น ทุกอย่างดูดีไปหมด การซื้อหุ้นปันผลอาจเป็นกับดัก หากเรามองแค่ตัวเลขปันผลที่สูง โดยไม่พิจารณาปัจจัยอื่น ๆ
แต่ในทางตรงกันข้าม ในวันที่หุ้นปรับฐานและทุกอย่างดูไม่สวยงาม
การทำการบ้านและเลือกซื้อหุ้นปันผลที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง อาจเป็นโอกาสทองสำหรับการลงทุนระยะยาวก็เป็นได้..
ทีมา.. Facebook MONEY LAB