จากจุดสูงสุดสู่ความไม่แน่นอน! Alibaba จะ Comeback ได้หรือไม่?

หากพูดถึงยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีน Alibaba Group คือหนึ่งในชื่อที่โดดเด่นที่สุด แต่รู้หรือไม่ว่า Alibaba มีจุดเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ในฐานะเว็บไซต์ E-commerce ที่สร้างขึ้นในอพาร์ตเมนต์ของอดีตครูสอนภาษาอังกฤษ “แจ็ค หม่า” (Jack Ma) เมื่อปี 1999
บริษัทแห่งนี้ได้เติบโตขึ้นจนกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจออนไลน์ครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่แพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์และระบบชำระเงินดิจิทัล ไปจนถึงบริการคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในปัจจุบัน Alibaba มีผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มรวมกันราว 1.3 พันล้านคนต่อปี
โดยในปีงบประมาณ 2022 Alibaba สามารถสร้างมูลค่าการซื้อขายสินค้ารวม (GMV) กว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และถือเป็นบริษัท E-commerce ที่ใหญ่ที่สุดในจีน แถมยังมีขนาด GMV มากกว่าสองเท่าของ Amazon ในปีเดียวกัน
นอกจากนี้แพลตฟอร์มชำระเงิน Alipay ของ Ant Group (บริษัทในเครือที่แยกตัวออกไป) ก็ให้บริการผู้ใช้กว่า 1 พันล้านคนในจีนเช่นกัน ซึ่งแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของระบบนิเวศดิจิทัลที่ Alibaba สร้างขึ้น
จากธุรกิจหลักด้าน อีคอมเมิร์ซ (เช่น Taobao และ Tmall) Alibaba ยังได้ขยายอาณาจักรไปสู่ธุรกิจเทคโนโลยีหลากหลายแขนง โดยบริษัทมีบริการ คลาวด์คอมพิวติ้ง ชั้นนำของจีนภายใต้ชื่อ Alibaba Cloud (หรือ “อาลี่ยุน”) ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วตั้งแต่เปิดตัวปี 2009 จนให้บริการศูนย์ข้อมูลครอบคลุมกว่า 30 ภูมิภาคทั่วโลก
นอกจากนี้ Alibaba ยังลงทุนอย่างหนักในด้าน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีผู้ช่วยอัจฉริยะ ระบบแนะนำสินค้าด้วย Machine Learning ไปจนถึงการพัฒนาชิป AI ของตนเอง ความหลากหลายดังกล่าวทำให้วันนี้ Alibaba ถูกมองว่าไม่ใช่แค่บริษัท E-commerce แต่เป็น บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีครบวงจร ที่มีบทบาทในทุกมิติของเศรษฐกิจดิจิทัลของจีน ตั้งแต่การค้าปลีกออนไลน์ การเงินดิจิทัล เมฆคอมพิวติ้ง จนถึงนวัตกรรม AI
ไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญ (1999 – ปัจจุบัน)
* 1999 – การก่อตั้ง: แจ็ค หม่า และหุ้นส่วนรวม 18 คนร่วมกันก่อตั้ง Alibaba.com เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 1999 ที่เมืองหางโจว ประเทศจีน โดยเริ่มจากเว็บไซต์ค้าส่ง B2B ที่ช่วยเชื่อมต่อผู้ผลิตจีนกับผู้ซื้อทั่วโลก โดยไม่นานนัก Alibaba ก็ได้รับเงินลงทุนก้อนแรก 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากนักลงทุนต่างชาติ (เช่น SoftBank และ Goldman Sachs) ทำให้ธุรกิจตั้งไข่มีเงินทุนสำหรับการเติบโต
* 2003-2004 – กำเนิด Taobao และ Alipay: Alibaba เปิดตัว Taobao แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบ C2C ในปี 2003 และ Alipay ระบบชำระเงินออนไลน์ในปี 2004 เพื่อสนับสนุนการซื้อขายบนแพลตฟอร์มของตนเอง
เมื่อ eBay ยักษ์ใหญ่จากอเมริกาประกาศบุกตลาดจีนในช่วงนั้น แจ็ค หม่าเลือกสู้ไม่ถอย โดยพัฒนา Taobao จนสามารถครองใจผู้ขายและผู้ซื้อชาวจีนด้วยกลยุทธ์ค่าธรรมเนียมต่ำและบริการที่เข้าใจคนท้องถิ่น ผลคือ Taobao เอาชนะ eBay จนอีกฝ่ายต้องถอนธุรกิจออกจากจีนในที่สุด
ความสำเร็จนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สร้างชื่อให้ Alibaba ในฐานะผู้ชนะศึก E-commerce จีนยุคแรกๆ
* 2005 – Yahoo! เข้าลงทุน: เหตุการณ์สำคัญถัดมาคือ Yahoo! ยักษ์อินเทอร์เน็ตยุคนั้น เข้าซื้อหุ้น 40% ของ Alibaba ด้วยเงิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2005
การลงทุนครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเสริมทุนและเทคโนโลยีให้ Alibaba แต่ยังถือเป็นการโอนยกกิจการ Yahoo! จีนมาอยู่ใต้มือ Alibaba ด้วย ซึ่งในเวลาต่อมา Yahoo! ได้รับผลตอบแทนมหาศาลจากดีลนี้ เมื่อ Alibaba เติบโตและเข้าตลาดหุ้น
* 2007 – เข้าตลาดหุ้นฮ่องกง: Alibaba นำธุรกิจเว็บ Alibaba.com (ส่วนของตลาดค้าส่ง B2B) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX) ในเดือนพฤศจิกายน 2007 ซึ่งนับเป็น IPO ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นฮ่องกงนับตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา
* 2008-2010 – เปิดตัวธุรกิจใหม่: Alibaba แตกไลน์ธุรกิจ Tmall ในปี 2008 ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม B2C สำหรับร้านค้าแบรนด์ให้ขายตรงสู่ผู้บริโภค (แยกตัวจาก Taobao เพื่อรองรับแบรนด์ใหญ่) จากนั้นในปี 2009 บริษัทได้ก้าวเข้าสู่ธุรกิจ คลาวด์คอมพิวติ้ง ด้วยการเปิดตัว Alibaba Cloud (Aliyun) อย่างเป็นทางการ
และปี 2010 ก็ได้เปิดตัว AliExpress แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศที่ให้ผู้ขายจีนขายสินค้าแก่ลูกค้าทั่วโลก
การเปิดตัวบริการเหล่านี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของ Alibaba ในการขยายจากการค้าภายในสู่เวทีระดับโลก และเตรียมความพร้อมสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ
* 2014 – IPO ในนิวยอร์กครั้งประวัติศาสตร์: Alibaba สร้างประวัติศาสตร์เมื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก (NYSE) เมื่อเดือนกันยายน 2014 ภายใต้ชื่อย่อหุ้น BABA โดยการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งนั้นระดมทุนได้สูงถึง 25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐในขณะนั้น (มากกว่าการ IPO ของบริษัทเทคโนโลยีชื่อดังอย่าง Google, Facebook รวมกัน)
ราคาหุ้น IPO อยู่ที่ $68 และวันแรกที่เปิดการซื้อขาย ราคาหุ้นก็พุ่งขึ้นไปเปิดที่ $92.70 ส่งสัญญาณถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกที่มีต่อศักยภาพการเติบโตของ Alibaba
* 2016-2017 – New Retail และการขยายออฟไลน์: แจ็ค หม่า ประกาศวิสัยทัศน์ “New Retail” ในปี 2017 ซึ่งหมายถึงกลยุทธ์การผสมผสานช่องทางออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน เพื่อลบเส้นแบ่งระหว่างอีคอมเมิร์ซกับการค้าปลีกแบบดั้งเดิม
โดย Alibaba ลงทุนในธุรกิจค้าปลีกออฟไลน์ เช่น ซื้อหุ้นใหญ่ในเครือห้าง Intime และเปิดตัวซูเปอร์มาร์เก็ตไฮเทคอย่าง Hema (เหอหม่า) ที่ให้ลูกค้าสั่งซื้อผ่านแอปและมารับสินค้าที่ร้านหรือให้ส่งถึงบ้าน กลยุทธ์นี้เสริมความแข็งแกร่งให้ Alibaba ในการครอบคลุมทุกมิติของพฤติกรรมผู้บริโภค ตั้งแต่โลกออนไลน์ถึงหน้าร้านจริง
* 2019 – เปลี่ยนผ่านผู้นำ: หลังจากนำบริษัทก้าวสู่ความสำเร็จยิ่งใหญ่ แจ็ค หม่า ก็ประกาศลงจากตำแหน่งประธานบริหาร (Executive Chairman) ของ Alibaba อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2019 ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 20 ปีบริษัท โดยส่งไม้ต่อให้ แดเนียล จาง (Daniel Zhang) เข้ารับตำแหน่งประธานคนใหม่
นับเป็นจุดเปลี่ยนผ่านยุคสมัยของ Alibaba จากยุคผู้ก่อตั้งไปสู่ทีมผู้บริหารรุ่นถัดไป พร้อมๆ กับที่บริษัทเติบโตเต็มที่กลายเป็นองค์กรขนาดใหญ่ระดับโลก
* 2020 – วิกฤติ IPO ของ Ant Group: ปี 2020 ถือเป็นปีแห่งความท้าทายใหญ่ เมื่อ Ant Group บริษัทฟินเทคในเครือ Alibaba (ผู้ให้บริการ Alipay) เตรียมขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป (IPO) ซึ่งคาดว่าจะเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในโลก (มูลค่าระดมทุนประมาณ $37,000 ล้าน) แต่ก่อนวันขายหุ้นเพียงไม่กี่วัน ธนาคารชั้นนำและหน่วยงานกำกับของจีนกลับสั่งระงับ IPO ของ Ant Group อย่างกะทันหัน
โดยสาเหตุหนึ่งมาจากสุนทรพจน์ของแจ็ค หม่าในปลายเดือนตุลาคม 2020 ที่วิพากษ์วิจารณ์หน่วยงานกำกับดูแลการเงินของจีนอย่างตรงไปตรงมา จนมีรายงานว่าประธานาธิบดี สี จิ้นผิง สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “ดึงปลั๊ก” IPO ครั้งนี้ด้วยตนเอง
นอกจากนี้ หน่วยงานกำกับดูแลยังแสดงความกังวลว่าโมเดลธุรกิจของ Ant Group ที่ปล่อยสินเชื่อง่ายดายผ่านแอป อาจสร้างความเสี่ยงเชิงระบบต่อเศรษฐกิจ (ส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ก่อหนี้เกินตัว)
เหตุการณ์นี้ทำให้ IPO ของ Ant Group ถูกยกเลิกไปอย่างไม่มีกำหนด และตัวแจ็ค หม่าเองก็ลดบทบาทและ “หายตัว” จากสื่อสาธารณะอยู่ช่วงหนึ่งหลังเหตุการณ์ดังกล่าว
* ธ.ค. 2020 – เปิดฉากการปราบปรามบริษัทเทคฯ: ทางการจีนเริ่มเปิดฉากสอบสวน Alibaba ในข้อหาผูกขาดการค้าอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม 2020 ส่งผลให้มูลค่าหุ้น Alibaba ร่วงลงอย่างหนักในช่วงนั้น
สื่อทางการจีนอย่าง People’s Daily ได้ออกบทบรรณาธิการสนับสนุนการสอบสวนครั้งนี้ว่าเป็นการคุมเข้มที่จำเป็นต่อแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลจีนต้องการควบคุมอำนาจของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่
* เม.ย. 2021 – ค่าปรับผูกขาดการค้าสถิติสูงสุด: หลังสอบสวนอยู่หลายเดือน ในเดือนเมษายน 2021 หน่วยงานกำกับดูแลการตลาดของจีน (SAMR) สั่งปรับ Alibaba เป็นเงิน 18,200 ล้านหยวน (ประมาณ 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) จากความผิดฐานผูกขาดตลาด e-commerce จีน (เช่น การบังคับผู้ค้าออนไลน์ให้เลือกขายสินค้าบนแพลตฟอร์มตนเองแต่เพียงเจ้าเดียว)
ค่าปรับนี้คิดเป็นกว่า 12% ของกำไรสุทธิ Alibaba ปี 2020 และเป็นค่าปรับที่สูงที่สุดเท่าที่ทางการจีนเคยสั่งกับบริษัทเทคโนโลยี นอกจากนี้รัฐบาลจีนยังสั่งให้ Alibaba ปรับปรุงการดำเนินธุรกิจและส่งรายงานความคืบหน้าในการปฏิบัติตามกฎระเบียบต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี โดย Alibaba แถลงยอมรับบทลงโทษและจะเร่งแก้ไขโดยไม่อุทธรณ์
* 2022 – ธุรกิจชะลอตัวท่ามกลางแรงกดดัน: ปี 2022 Alibaba เผชิญความท้าทายทั้งจากภายนอกและภายใน ภายนอกคือเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวและการล็อกดาวน์จากนโยบาย Zero-COVID ที่กระทบกำลังซื้อออนไลน์
ขณะเดียวกันการแข่งขันในตลาด E-commerce ก็รุนแรงขึ้น โดยคู่แข่งรายใหม่อย่าง Pinduoduo และแพลตฟอร์มวิดีโออย่าง Douyin (TikTok จีน) เริ่มเข้ามาชิงส่วนแบ่งเวลาและเงินจากผู้บริโภค ส่งผลให้ Alibaba มีอัตราการเติบโตของรายได้ที่ลดต่ำลงจนเกือบทรงตัวในบางไตรมาส
ขณะที่ด้านรัฐบาลจีนเองแม้จะเริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลายการคุมเข้มบริษัทเทคฯ ช่วงปลายปี 2022 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อหุ้น Alibaba ก็ยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤติการปราบปราม
* มี.ค. 2023 – ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่: Alibaba ประกาศแผนปรับโครงสร้างองค์กรครั้งประวัติศาสตร์ โดยจะแยกธุรกิจภายในออกเป็น 6 กลุ่มหลัก แต่ละกลุ่มมีผู้บริหารและคณะกรรมการของตัวเอง และสามารถระดมทุนหรือเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ในอนาคต (ยกเว้นธุรกิจอีคอมเมิร์ซจีนที่ยังอยู่กับบริษัทแม่ 100%)
การปรับโครงสร้างนี้เกิดขึ้นในวาระครบรอบ 24 ปีของบริษัท และสอดคล้องกับทิศทางนโยบายภาครัฐที่ส่งสัญญาณสนับสนุนภาคเอกชนหลังจากคุมเข้มมาระยะหนึ่ง
นอกจากนี้ ยังเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่แจ็ค หม่าเดินทางกลับประเทศจีน (หลังใช้เวลาพำนักต่างประเทศประมาณหนึ่งปี) ซึ่งถูกมองว่าเป็นสัญญาณเชิงบวกที่รัฐบาลจีนต้องการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความร่วมมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่อีกครั้ง
ข่าวการรีองค์กรนี้ส่งผลให้หุ้น Alibaba พุ่งขึ้นกว่า 14% ทันทีที่ประกาศ โดยผู้บริหารระบุว่าเป้าหมายคือทำให้องค์กรคล่องตัวขึ้น ตัดสินใจเร็วขึ้น และกระตุ้นให้พนักงานคิดแบบผู้ประกอบการมากขึ้นในแต่ละหน่วยธุรกิจ
* ก.ย. 2023 – เปลี่ยนผ่านผู้นำรอบใหม่: ในปี 2023 Alibaba มีการเปลี่ยนทีมผู้บริหารระดับสูงอีกครั้ง แดเนียล จาง ประกาศลงจากตำแหน่ง CEO และประธานกรรมการของ Alibaba Group โดยมีผลตั้งแต่เดือนกันยายน 2023 เป็นต้นไป บทบาท CEO ถูกส่งมอบให้ เอ็ดดี้ อู๋ (Eddie Wu) ผู้ร่วมก่อตั้งรุ่นแรก และตำแหน่งประธานกรรมการให้กับ โจเซฟ ไช่ (Joseph Tsai) ผู้ร่วมก่อตั้งอีกรายหนึ่ง การปรับเปลี่ยนผู้นำครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการดำเนินการแยกธุรกิจตามโครงสร้างใหม่ และความพยายามที่จะปลดล็อกศักยภาพของแต่ละหน่วยธุรกิจอย่างเต็มที่
* 2023-2024 – ยุคของ AI และ Cloud: ปลายปี 2023 ถึงต้นปี 2024 Alibaba มุ่งหน้าสู่การแข่งขันด้าน ปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มตัว โดยกลุ่มธุรกิจคลาวด์ (Alibaba Cloud Intelligence) ได้เปิดตัว โมเดล AI ขนาดใหญ่ (Large Language Model) ของตนเองชื่อ “Tongyi Qianwen” ที่สามารถใช้งานในภาษาจีนได้ใกล้เคียงกับ ChatGPT เพื่อรองรับการใช้งานในหลากหลายบริการของบริษัท
นอกจากนี้ Alibaba ยังพัฒนารุ่นอัปเกรดอย่าง Qwen 2.5 ในช่วงต้นปี 2025 ซึ่งบริษัทกล่าวว่าให้ผลลัพธ์ดีกว่าโมเดลคู่แข่งภายในประเทศอย่าง DeepSeek-V3 มากไปกว่านั้นบริษัทยังได้เดินหน้าทำข้อตกลงความร่วมมือทางกลยุทธ์ เช่น การประกาศจับมือกับ Apple เพื่อนำโซลูชัน AI ของ Alibaba ไปใช้ใน iPhone ที่จำหน่ายในจีน
การเคลื่อนไหวเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า Alibaba กำลังจะเป็นผู้นำคนสำคัญใน “การแข่งขันด้าน AI” ของจีน
* 2025 – Alibaba ในยุคหลังการปราบปราม: ต้นปี 2025 ภาพรวมของ Alibaba เริ่มกลับมาสดใส หุ้นของบริษัททะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี ท่ามกลางความคาดหวังว่าบริษัทจะกลับมาเติบโตอีกครั้งทั้งจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซหลักและธุรกิจ AI ที่กำลังมาแรง
ภาพของแจ็ค หม่า ที่ได้เข้าพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในการประชุมภาคเอกชนเมื่อต้นปี 2025 ยิ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนว่าความสัมพันธ์ระหว่าง Alibaba และรัฐบาลจีนกำลังอยู่ในทิศทางบวก
พัฒนาการจาก E-commerce สู่ Cloud และ AI
จากตลาดออนไลน์สู่ระบบนิเวศดิจิทัล: ช่วงเริ่มแรก Alibaba โดดเด่นจากธุรกิจ อีคอมเมิร์ซ เป็นหลัก โดยมีแพลตฟอร์มเรือธงคือ Taobao (ตลาด C2C คล้าย eBay) และ Tmall (ศูนย์การค้าออนไลน์สำหรับแบรนด์) ที่ครองส่วนแบ่งมหาศาลในตลาดค้าปลีกออนไลน์จีน
โดยจุดแข็งของ Alibaba คือการสร้างระบบนิเวศครบวงจรที่เชื่อมโยงธุรกิจต่างๆ เข้าด้วยกัน ทำให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาสินค้าบน Taobao/Tmall ชำระเงินผ่าน Alipay ใช้บริการขนส่งผ่านเครือข่าย Cainiao (ไช่เหนียว – ธุรกิจโลจิสติกส์ของ Alibaba) และติดตามสถานะการจัดส่งได้ในที่เดียว
ความครบวงจรนี้ทำให้ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ SMEs ได้รับความสะดวกอย่างมาก และสร้าง Moat ที่ปกป้อง Alibaba จากคู่แข่ง
บุกเบิกคลาวด์คอมพิวติ้ง: Alibaba ไม่หยุดอยู่ที่การค้าปลีก แต่ก้าวสู่ธุรกิจ Cloud Computing ตั้งแต่ปี 2009 ผ่านบริการ Alibaba Cloud (หรือ Aliyun) ซึ่งเริ่มแรกถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับปริมาณข้อมูลมหาศาลจากแพลตฟอร์ม E-commerce ของกลุ่มบริษัทเอง แต่ต่อมาก็ขยายสู่การให้บริการคลาวด์แก่ลูกค้าภายนอก ทั้งธุรกิจเอกชนและหน่วยงานภาครัฐทั่วเอเชีย
ปัจจุบัน Alibaba Cloud เป็นผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ที่สุดในประเทศจีน และติดอันดับผู้ให้บริการคลาวด์ชั้นนำของโลก (ควบคู่กับ Amazon AWS, Microsoft Azure และ Google Cloud) โดยมีศูนย์ข้อมูลกระจายอยู่ในเอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และอเมริกา นอกจากนี้ Alibaba Cloud ยังเป็นพื้นฐานสำคัญให้ Alibaba ในการพัฒนานวัตกรรมอื่นๆ เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และบริการประมวลผล AI ต่างๆ บนคลาวด์
ยุคแห่ง AI และการลงทุนเทคโนโลยีล้ำสมัย: ทศวรรษ 2010s Alibaba ได้ริเริ่มโครงการลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ มากมาย บริษัทก่อตั้งสถาบันวิจัยระดับโลกชื่อ “DAMO Academy” ในปี 2017 เพื่อมุ่งวิจัยพัฒนานวัตกรรมขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ ควอนตัมคอมพิวติ้ง และเทคโนโลยีเครือข่ายรุ่นใหม่
นอกจากนี้ Alibaba ยังพัฒนา ชิปประมวลผล AI ของตนเอง เช่น “Hanguang 800” สำหรับเร่งการประมวลผล Machine Learning โดยชิปนี้อ้างว่าสามารถประมวลผลภาพได้ถึง 78,000 ภาพต่อวินาที ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และถูกนำมาใช้งานบนบริการคลาวด์ของ Alibaba
ขณะที่ในฝั่งผลิตภัณฑ์ผู้บริโภค Alibaba ได้เปิดตัว Tmall Genie (ลำโพงอัจฉริยะคล้าย Amazon Echo) ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบผู้ช่วยเสียง AliGenie ซึ่งสามารถสั่งงานด้วยภาษาจีนอีกเช่นกัน
การลงทุนและขยายธุรกิจหลากหลาย: Alibaba ยังใช้เม็ดเงินที่ได้จากความสำเร็จของธุรกิจหลัก มาต่อยอดสู่การลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น
* บริการโลจิสติกส์ (Cainiao): ก่อตั้งขึ้นปี 2013 ร่วมกับพันธมิตรรายอื่นๆ เพื่อสร้างเครือข่ายคลังสินค้าและขนส่งอัจฉริยะรองรับ E-commerce ปัจจุบัน Cainiao กลายเป็นกระดูกสันหลังด้านการจัดส่งของ Alibaba
* สื่อและบันเทิง: Alibaba เข้าซื้อกิจการ Youku Tudou แพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งรายใหญ่ของจีนในปี 2016 และจัดตั้งหน่วยธุรกิจบันเทิงดิจิทัล ดูแลทั้งภาพยนตร์ ทีวี เกม และเพลง ตลอดจนผลิตภาพยนตร์ผ่าน Alibaba Pictures
* การชำระเงินและการเงิน: แยก Ant Financial (Ant Group) ออกมาในปี 2011 เพื่อดูแล Alipay และบริการฟินเทคอื่น เช่น การปล่อยกู้รายย่อย การจัดการความมั่งคั่ง และประกันภัย จน Ant เติบโตเป็นฟินเทคยักษ์ใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก ก่อนจะเผชิญวิกฤติด้านกฎระเบียบในปี 2020
* การค้าปลีกต่างประเทศ: Alibaba รุกตลาดต่างประเทศด้วยการเข้าซื้อหุ้นใหญ่ของ Lazada แพลตฟอร์ม E-commerce ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ลงทุนใน Trendyol (ตุรกี) และ Daraz (เอเชียใต้) รวมถึงขยาย AliExpress เจาะตลาดยุโรปตะวันออก รัสเซีย และอเมริกาใต้ เพื่อหาช่องทางเติบโตนอกประเทศจีน
การพัฒนาหลากหลายด้านนี้ สะท้อนให้เห็นว่า Alibaba วางตัวเองเป็นมากกว่าบริษัทขายของออนไลน์ แต่เป็น “ศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี” ที่รองรับการดำเนินธุรกิจดิจิทัลในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งค้าปลีก การเงิน โลจิสติกส์ สื่อ และคลาวด์ ในจีน
จุดเปลี่ยนสำคัญ คือหลังจากปี 2015 เป็นต้นมา Alibaba เริ่มเรียกแทนตัวเองว่า “บริษัทเศรษฐกิจใหม่” (New Economy) ที่สร้างระบบนิเวศรองรับผู้บริโภคกว่าพันล้านคนและธุรกิจนับล้านราย
ผลประกอบการและสถานะการเงินล่าสุด
แม้จะเผชิญทั้งวิกฤติโควิดและแรงกดดันจากทางการ แต่ Alibaba ยังคงมีพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งสะท้อนในผลประกอบการช่วงหลัง โดยรายได้ของบริษัทยังคงเติบโตได้ (แม้ช้าลง) และธุรกิจหลักสามารถประคองความสามารถในการทำกำไรได้ดี หลังมีการปรับโครงสร้างต้นทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในช่วงเศรษฐกิจซบเซา
จากรายงานผลประกอบการล่าสุด (ไตรมาสสิ้นสุดธันวาคม 2024) Alibaba รายงานรายได้ 38.3 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาสดังกล่าว โดยเพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
รายได้ที่เติบโตนี้ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เล็กน้อย สะท้อนถึงการฟื้นตัวของธุรกิจหลังผ่านช่วงยากลำบาก นอกจากนี้ กำไรสุทธิ ของ Alibaba ในไตรมาสเดียวกันพุ่งสูงขึ้นถึง 239% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราเติบโตที่น่าทึ่ง (ส่วนหนึ่งเพราะช่วงปลายปี 2023 บริษัทมีกำไรฐานต่ำเนื่องจากขาดทุนจากการปรับโครงสร้างและลงทุน)
ขณะที่ เอ็ดดี้ อู๋ CEO คนใหม่ ได้กล่าวว่า ผลประกอบการไตรมาสนี้สะท้อนความคืบหน้าอย่างมากของกลยุทธ์ใหม่ที่มุ่ง “ผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ขับเคลื่อนด้วย AI” และการกลับมาเติบโตของธุรกิจหลักของบริษัท
เมื่อแยกตามกลุ่มธุรกิจ จะเห็นภาพการขับเคลื่อนของแต่ละส่วนดังนี้:
กลุ่มอีคอมเมิร์ซในประเทศ (Taobao & Tmall): ยังคงเป็นรายได้หลัก โดยไตรมาสล่าสุดเติบโตประมาณ 5% YoY แม้การเติบโตจะไม่สูงมาก แต่เป็นการกลับมาเป็นบวกหลังจากชะลอตัวก่อนหน้านี้ ขณะที่บริษัทระบุว่าจะโฟกัสการรักษาส่วนแบ่งตลาดและกระตุ้นการใช้จ่ายผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในช่วงปลายปีมียอดใช้จ่ายกระเตื้องขึ้นจากเทศกาลลดราคาและการบริโภคช่วงปีใหม่จีน
กลุ่มคลาวด์ (Alibaba Cloud Intelligence): กลายเป็นดาวเด่นของไตรมาส ด้วยรายได้ที่เติบโต 13% YoY หลังจากที่เคยชะลอในปีที่ผ่านมา การเติบโตนี้ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากความต้องการโซลูชัน AI บนคลาวด์ ที่เพิ่มขึ้น โดยรายได้จากผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับ AI ของกลุ่มคลาวด์เติบโตในอัตราสูงระดับ “สามหลัก” ต่อเนื่อง 6 ไตรมาสติดต่อกันแล้ว ตามคำกล่าวของ CEO Eddie Wu
กลุ่มการค้าระหว่างประเทศ: (รวม AliExpress, Lazada, Trendyol ฯลฯ) มีการเติบโตสูงสุด โดยรายได้เพิ่มขึ้นถึง 32% YoY ในไตรมาสล่าสุด ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าความพยายามขยายตลาดต่างประเทศเริ่มเห็นผล ทั้งจากความต้องการซื้อสินค้าจีนในตลาดเกิดใหม่ที่เพิ่มขึ้น และการบริหารประสิทธิภาพธุรกิจของ Lazada/Trendyol ที่ดีขึ้นตามลำดับ
นอกจากนี้ Alibaba ยังได้ประกาศรวมหน่วยธุรกิจ E-commerce จีนและต่างประเทศเข้าด้วยกันในปี 2023 เพื่อสร้างการผนึกกำลังระหว่างทีมและทรัพยากร
กลุ่มบริการท้องถิ่น: (รวม Ele.me เดลิเวอรี่ และ Amap แผนที่นำทาง) ยังคงเติบโตสองหลัก (12%) ตามเทรนด์ O2O ในจีนที่ยังขยายตัว โดย Alibaba พยายามต่อยอดแพลตฟอร์ม Ele.me ให้ทำหน้าที่มากกว่าส่งอาหาร เช่น ส่งของชำ ยา ฯลฯ แข่งกับ Meituan
กลุ่มโลจิสติกส์ (Cainiao): ช่วงปลายปีมีปริมาณจัดส่งพัสดุเพิ่มตามยอดขาย E-commerce ทำให้รายได้ Cainiao ขยับสูงขึ้น และในปี 2023 Alibaba เคยมีแผนจะนำ Cainiao เข้าตลาดหุ้นฮ่องกง แต่ภายหลังปรับแผนโดยซื้อหุ้นส่วนน้อยจากผู้ร่วมลงทุนคืนแทน ซึ่งแสดงถึงความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ตลงทุนตามสภาพตลาดทุนขณะนั้น
ภาพรวมทางการเงินของ Alibaba ณ สิ้นปี 2024 นั้นอยู่ในเกณฑ์แข็งแรง บริษัทมีกระแสเงินสดและเงินทุนสำรองสูง หนี้สินอยู่ในระดับที่จัดการได้ ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทได้ดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืน (share buyback) อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ราคาหุ้นตกต่ำ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้น
ปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลให้ ราคาหุ้น Alibaba ฟื้นตัวขึ้นมาอย่างโดดเด่นในช่วงปลายปี 2024 ถึงต้นปี 2025 โดยหุ้น BABA ในตลาดสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นกว่า 70-80% เมื่อเทียบปีต่อปี
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังคงติดตามปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระทบการเงินของ Alibaba ในอนาคต เช่น การแข่งขันตัดราคาที่อาจกดดันอัตรากำไรขั้นต้น, การลงทุนหนักใน AI และโครงสร้างพื้นฐานที่อาจเพิ่มค่าใช้จ่ายระยะสั้น, รวมถึงความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ (เช่น หากรัฐบาลมีนโยบายควบคุมแพลตฟอร์มเพิ่มเติม) เป็นต้น
ซึ่ง Alibaba ก็พยายามสร้างความเชื่อมั่นโดยการสื่อสารแผนการเติบโตที่สมดุลมากขึ้น และเน้นการควบคุมต้นทุนในธุรกิจที่ยังขาดทุน (เช่น ดิจิทัลมีเดีย) เพื่อรักษาสุขภาพทางการเงินโดยรวมให้แข็งแกร่ง
แนวโน้มอนาคตของ Alibaba
* ยุคหลังแจ็ค หม่าและการปราบปราม: บริษัทเดินหน้าด้วยทีมบริหารชุดใหม่ เน้นสร้างความเชื่อมั่นทั้งต่อตลาดและภาครัฐ ถือเป็น “การเริ่มต้นใหม่” ในหลายมิติ
* กลยุทธ์ AI และ Cloud: Alibaba ประกาศลงทุนครั้งใหญ่ใน AI และ Cloud รวมถึงพัฒนาโมเดลขนาดใหญ่ (Large Models) เพื่อใช้งานในบริการต่างๆ และให้บริการ AI Cloud แก่ลูกค้า คล้าย AWS/Azure พร้อมจับมือพาร์ทเนอร์ระดับโลก (เช่น Apple) เพื่อเจาะตลาดและสร้างระบบนิเวศ AI ที่แข็งแกร่ง
* ฟื้นตัว E-commerce และค้าปลีก: อานิสงส์จากการฟื้นเศรษฐกิจจีนหลังโควิด และยุทธศาสตร์ “ผู้ใช้มาก่อน” จะช่วยเพิ่มยอดขายและรักษาฐานลูกค้าเก่า รวมถึงแนวทาง “New Retail” ที่ผสานออฟไลน์-ออนไลน์ (เช่น Hema Fresh) เพื่อสร้างประสบการณ์ซื้อขายที่ครบวงจร
* การขยายตัวในต่างประเทศ: ใช้ Lazada, Trendyol, AliExpress, Alibaba B2B ฯลฯ เป็นหัวหอกบุกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรปตะวันออก เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้นอกจีน โดยต้องจับตาการร่วมทุนหรือซื้อกิจการท้องถิ่นเพิ่มเติม แต่ก็เผชิญแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
* ความเสี่ยงหลัก: การควบคุมจากภาครัฐจีนที่อาจเข้มงวดอีกครั้ง การแข่งขันดุเดือดกับ JD.com, Pinduoduo, ByteDance และสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน รวมถึงความท้าทายในการบริหารองค์กรขนาดใหญ่หลังปรับโครงสร้างเป็นหลายหน่วยธุรกิจ
โดยรวมแล้ว Alibaba มีโอกาสเติบโตจาก AI/Cloud การฟื้นตัวของตลาดจีน และการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ แต่ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงด้านนโยบาย การแข่งขัน และการจัดการองค์กรให้ได้สมดุลเพื่อรักษาการเติบโตระยะยาว
เรื่องราวของ Alibaba นั้นเริ่มต้นจากกลุ่มสตาร์ทอัพเล็กๆ แต่สามารถเติบโตกลายเป็นบริษัทระดับมหาชนที่มีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของผู้คนนับพันล้าน โดยในช่วงเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา Alibaba ได้แสดงทั้งพลังแห่งนวัตกรรมและบทเรียนแห่งความรับผิดชอบ ท่ามกลางความผันผวนของสภาพแวดล้อมธุรกิจ
อนาคตของ Alibaba ยังคงเต็มไปด้วยความน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้าน AI, การพลิกโฉมรูปแบบค้าปลีกด้วยเทคโนโลยี, หรือการขยายจักรวรรดิออกไปนอกเอเชีย ในขณะเดียวกัน Alibaba ก็ต้องดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบและยืดหยุ่น ภายใต้กรอบกติกาใหม่หลังยุคแห่งการถูกจับตามองจากภาครัฐ
Alibaba ในวันข้างหน้า อาจแตกต่างจากอดีต แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ บริษัทนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลโลกไปแล้ว ไม่ว่าความท้าทายจะมากเพียงใด Alibaba ก็แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถปรับตัวและหาโอกาสใหม่ๆ ได้เสมอ และในยุค AI นี้ Alibaba กำลังเสริมพลังให้ผู้ประกอบการด้วยข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อก้าวสู่บทต่อไปของการเติบโต
ท้ายที่สุด นักลงทุนคงต้องจับตาดูว่า Alibaba จะสามารถรักษาสมดุลระหว่าง “ความยิ่งใหญ่” กับ “ความยั่งยืน”ได้ดีเพียงใด เพราะบทเรียนที่ผ่านมาในจีนสอนให้รู้ว่า การจะเป็นยักษ์ใหญ่ที่ยืนยาว ต้องรู้จักเดินให้ถูกจังหวะและเคารพกติกาของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
ที่มาเนื้อหาข้อมูลจาก https://web.facebook.com/share/p/1B6JWDE5i5/