ห้องเม่าปีกเหล็ก

จับคู่หุ้นไทยและอเมริกา กลุ่มไหนใครดูดีกว่ากัน?

โดย พายุ
เผยแพร่ :
59 views

Thesis: “ถูกกว่า” ไม่ได้แปลว่า “ดีกว่า” — แปลว่า “ตลาดให้คะแนนคนละแบบ”

ภาพนี้ตั้งใจให้เห็นว่า หุ้นไทยมักชนะในมุม “ปันผล + ราคาจับต้องได้” ขณะที่หุ้นสหรัฐฯ มักชนะในมุม “Premium จาก Scale/Quality” เพราะกำไรเสถียรกว่าและมีอำนาจในระบบนิเวศของตัวเองมากกว่า ดังนั้นแก่นจริงไม่ใช่เลือกฝั่งไหน แต่คืออ่านให้ขาดว่า “พรีเมียม” หรือ “ปันผล” ที่เราเห็นนั้น ยั่งยืนแค่ไหนในงบที่กำลังจะออก

 

 

ธนาคาร: SCBX vs JPM

แม้ P/E ใกล้กัน แต่สิ่งที่ทำให้ JPM ได้ราคาพรีเมียมคือคุณภาพกำไรและความทนทานของ ROE ที่สะท้อนผ่าน P/B สูงกว่า ส่วน SCBX ดึงดูดด้วยปันผลที่เด่นกว่าอย่างชัดเจน จุดที่ต้องจับตาจึงไม่ใช่ตัวเลขปันผลเพียงอย่างเดียว แต่คือ “ความสามารถรักษาปันผล” ผ่านคุณภาพสินเชื่อและทิศทางสำรองหนี้ (NPL/credit cost) รวมถึงแนวโน้ม NIM และรายได้ค่าธรรมเนียม/ธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ขณะที่ฝั่ง JPM ให้โฟกัสไปที่ guidance รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) การตั้งสำรอง และพลังของธุรกิจตลาดทุน/บริหารความมั่งคั่ง รวมถึง buyback ที่เป็นรูปแบบคืนทุนผู้ถือหุ้นสำคัญของธนาคารสหรัฐฯ

 

ค้าปลีก/ค้าส่ง: CPAXT vs WMT

คู่นี้สะท้อน “ช่องว่าง Valuation” ที่แรง เพราะ Walmart ถูกมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานของผู้บริโภคและซัพพลายเชน ทำให้ตลาดยอมจ่ายแพงมาก ในขณะที่ CPAXT เทรดในระดับที่ยังต้องพิสูจน์การคุมต้นทุนและประสิทธิภาพมากกว่า จุดอ่านงบของ CPAXT คือยอดขายสาขาเดิมและทราฟฟิก มาร์จิ้นและต้นทุนโลจิสติกส์ การหมุนเวียนสต๊อก และกระแสเงินสดหลังหักการลงทุน เพราะธุรกิจค้าปลีกที่โตจริงต้อง “โตแล้วเงินสดมา” ส่วน WMT ให้จับสัญญาณยอดขายสหรัฐฯ อีคอมเมิร์ซ รายได้สมาชิก/มิกซ์กำไร และแนวโน้ม operating margin เพราะหุ้นพรีเมียมจะถูกท้าทายทันทีถ้ามาร์จิ้นเริ่มถูกบีบ

 

สุขภาพ/ร้านยา: HL vs CVS

คู่นี้สำคัญเพราะ P/E สูงทั้งคู่ แต่ความหมายต่างกัน หุ้นเล็กอย่าง HL มักเป็นการ “ซื้ออนาคต” จึงต้องพิสูจน์ว่ารายได้โตอย่างมีคุณภาพและมาร์จิ้นไม่ถูกกินด้วยค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะ SG&A และต้องเห็นเงินสดจากการดำเนินงานสอดคล้องกับกำไร ไม่ใช่โตบนกระดาษ ส่วน CVS เป็นหุ้นใหญ่ที่บางครั้ง P/E สูงเพราะกำไรปัจจุบันถูกกดชั่วคราว ทำให้ต้องอ่านผ่านต้นทุนการแพทย์/ความสามารถในการฟื้นมาร์จิ้น guidance รอบถัดไป และความแข็งแรงของ free cash flow กับหนี้ เพราะนี่คือแกนที่จะบอกว่าปันผลยั่งยืนจริงไหม

 

พลังงาน: PTT vs XOM

ในพลังงาน P/E อย่างเดียวบอกไม่พอ เพราะกำไรแกว่งตามวัฏจักรสินค้าโภคภัณฑ์ สำหรับ PTT ความน่าสนใจคือปันผล แต่หัวใจคือต้องดู “เงินสดหลังลงทุน” ว่าพอสำหรับปันผลและภาระลงทุนในอนาคตหรือไม่ รวมถึงแหล่งที่มาของกำไรจากกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ที่ช่วยพยุงความเสถียร ขณะที่ XOM ตลาดให้พรีเมียมจากคุณภาพพอร์ตและวินัย Capex จึงต้องดูปริมาณผลิตและต้นทุนต่อหน่วย มาร์จิ้นฝั่ง downstream/chemicals ที่เป็นกันชน และการคืนทุนผู้ถือหุ้นผ่าน buyback + dividend ว่าทำได้ต่อเนื่องแค่ไหน

 

อ่านภาพนี้ให้เป็น “เครื่องมือ”

ถ้าไทยให้ปันผลสูง เราต้องถามว่ามาจากเงินสดแท้หรือรอบวัฏจักร ถ้าสหรัฐฯ แพงกว่า เราต้องถามว่าพรีเมียมมาจากกำไรที่ทนทานจริงหรือความหวัง และถ้าตัวไหน “ถูก” เราต้องแยกให้ออกว่าเป็นโอกาสที่ตลาดมองข้าม หรือเป็นส่วนลดจากความเสี่ยงที่ยังไม่ถูกแก้

 

Disclaimer: ข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรตัดสินใจด้วยตนเอง และยอมรับความเสี่ยงทุกกรณี

 

 

ที่มาเนื้อหาจาก..  หุ้นพอร์ทระเบิด


พายุ