อินเดียย้ายเงินเข้าทองคำครั้งประวัติศาสตร์
เมื่อ “นักลงทุนรายย่อย” เลือกทองมากกว่าหุ้น เป็นครั้งแรก
เดือนมกราคม 2026 อาจถูกจดจำว่าเป็น “จุดเปลี่ยน” ของตลาดการเงินอินเดีย
ตัวเลขจาก **Association of Mutual Funds in India (AMFI)** ชี้ชัดว่า
เงินไหลเข้า **Gold ETF** พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่
> **₹24,040 crore**
> หรือประมาณ **₹250,000 ล้านรูปี (2.5 แสนล้านรูปี)**
และที่สำคัญกว่านั้นคือ
**เป็นครั้งแรกที่เงินไหลเข้ากองทุนทองคำ แซงหน้ากองทุนหุ้น (Equity Mutual Funds)**
นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข
แต่มันคือ “พฤติกรรมใหม่” ของนักลงทุนอินเดีย
---

เงินไหลเข้าทองคำ +900% ใน 7 เดือน
หากย้อนกลับไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025
* เงินไหลเข้า Gold ETFs เพิ่มขึ้นมากกว่า **900%**
* ในขณะที่ Equity Funds ไหลออกสุทธิราว **₹170,000 ล้านรูปี**
* AUM ของ Gold ETFs พุ่งขึ้นแตะ **₹184,200 crore**
* ปริมาณทองคำที่กองทุนถือครองเพิ่มขึ้นกว่า **15.5 ตันในเดือนเดียว**
นี่คือ “Rotation” ที่ชัดเจน
นักลงทุนรายย่อยกำลังหมุนเงิน
จาก “ความหวังในการเติบโต”
ไปสู่ “ความมั่นคง”
---
ทำไมอินเดียถึงหันไปหาทอง?
ทองคำให้ผลตอบแทน 75% ในปี 2025
ปี 2025 ราคาทองคำพุ่งขึ้นถึง **75%**
ในขณะที่ตลาดหุ้นอินเดียเริ่มผันผวน
Valuation หลายบริษัทเริ่มตึงตัว
และกระแสโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ทองคำจึงกลายเป็น
“Safe Haven + Momentum Asset” ไปพร้อมกัน
---
วัฒนธรรมอินเดีย + Financialization
อินเดียคือประเทศบริโภคทองคำอันดับ 2 ของโลก (รองจากจีน)
แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือ
คนรุ่นใหม่ไม่ได้ซื้อทองเป็นเครื่องประดับอีกต่อไป
พวกเขาซื้อผ่าน ETF
* สะดวก
* โปร่งใส
* ไม่ต้องเก็บรักษา
* สภาพคล่องสูง
นี่คือการเปลี่ยนทองคำจาก “ทรัพย์สินทางวัฒนธรรม”
สู่ “สินทรัพย์ทางการเงินเต็มรูปแบบ”
---
กฎใหม่ของ SEBI อาจเร่งกระแสนี้ต่อ
หน่วยงานกำกับตลาดทุนอินเดีย
Securities and Exchange Board of India (SEBI)
อนุญาตให้กองทุนหุ้นสามารถจัดสรรทองคำได้สูงสุด 35%
แปลว่า
ทองคำกำลังถูกบูรณาการเข้าไปในพอร์ตหุ้นโดยตรง
นี่ไม่ใช่แค่ “คนหนีหุ้นไปหาทอง”
แต่คือ “หุ้นกำลังเอาทองเข้ามาอยู่ในระบบ”
---
ผลกระทบระดับโลก
อินเดียคือ
* ผู้บริโภคทองคำอันดับ 2 ของโลก
* หนึ่งในผู้นำเข้าทองคำรายใหญ่ที่สุด
* ประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน
หากนักลงทุนอินเดียยังคง:
* หมุนเงินจาก Equity → Gold
* หมุนเงินจาก Fixed Deposits → Gold ETFs
* เพิ่มสัดส่วนทองในพอร์ตจาก 1% → 4-5%
แรงกดดันด้าน Demand ต่อราคาทองคำโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
และเมื่อรวมกับ
* ธนาคารกลางในกลุ่ม BRICS ที่สะสมทองคำ
* การลดการถือครอง US Treasuries
* ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์
ภาพใหญ่คือ “โลกกำลังกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์กระดาษ”
---
แต่มีความเสี่ยงไหม?
แน่นอน
หากราคาทองคำปรับฐานแรง 10-15%
กระแสเงินอาจไหลออกเร็วเช่นกัน
อีกด้านหนึ่ง
การนำเข้าทองคำที่เพิ่มขึ้นมาก
อาจกดดันดุลบัญชีเดินสะพัดของอินเดีย
และค่าเงินรูปี
นี่คือดาบสองคม
---
มุมวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่แค่ “Risk-Off”
แต่มันอาจเป็น
> **Structural Asset Reallocation**
เมื่อประชากรขนาดยักษ์
เริ่มจัดพอร์ตแบบ Multi-Asset เหมือนสถาบัน
จากเดิมถือ:
* เงินฝากธนาคาร
* หุ้น
สู่พอร์ตแบบ:
* หุ้น
* ทองคำ
* เงิน
* Silver ETF
* Multi-Asset Funds
นี่คือการพัฒนาเชิงโครงสร้างของตลาดทุนอินเดีย
---
แล้วจีนล่ะ?
ขณะที่อินเดียเร่งซื้อผ่าน ETF
จีนเองก็เร่งสะสมทองคำผ่านธนาคารกลางและนักลงทุนรายย่อย
เมื่อ 2 ประเทศที่มีประชากรรวมกันเกือบ 3 พันล้านคน
เริ่มให้ความสำคัญกับทองคำมากขึ้น
นี่ไม่ใช่ Demand รอบธรรมดา
มันคือแรงผลักเชิงโครงสร้างของตลาดโลก
---
บทสรุป
อินเดียกำลังส่งสัญญาณสำคัญว่า
> นักลงทุนรายย่อยเลือก “ความมั่นคง” มากกว่า “ความเสี่ยง”
และเมื่อประเทศผู้บริโภคทองอันดับ 2 ของโลก
หันมาใช้ Gold ETFs อย่างจริงจัง
มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่
ที่ทองคำไม่ใช่แค่ของสะสม
แต่เป็นแกนหลักของพอร์ตการลงทุน
คำถามคือ
นี่คือจุดเริ่มต้นของ “Gold Supercycle”
หรือเพียงแค่การไล่ตามผลตอบแทนรอบหนึ่ง?
ตลาดโลกกำลังจับตาอินเดียอย่างใกล้ชิด.
ที่มา.. KIM Property Live