ห้องเม่าปีกเหล็ก

อินเดียย้ายเงินเข้าทองคำครั้งประวัติศาสตร์

โดย สตางค์
เผยแพร่ :
23 views

อินเดียย้ายเงินเข้าทองคำครั้งประวัติศาสตร์

เมื่อ “นักลงทุนรายย่อย” เลือกทองมากกว่าหุ้น เป็นครั้งแรก

เดือนมกราคม 2026 อาจถูกจดจำว่าเป็น “จุดเปลี่ยน” ของตลาดการเงินอินเดีย

ตัวเลขจาก **Association of Mutual Funds in India (AMFI)** ชี้ชัดว่า

เงินไหลเข้า **Gold ETF** พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่

> **₹24,040 crore**

> หรือประมาณ **₹250,000 ล้านรูปี (2.5 แสนล้านรูปี)**

และที่สำคัญกว่านั้นคือ

**เป็นครั้งแรกที่เงินไหลเข้ากองทุนทองคำ แซงหน้ากองทุนหุ้น (Equity Mutual Funds)**

นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข

แต่มันคือ “พฤติกรรมใหม่” ของนักลงทุนอินเดีย

---

 

เงินไหลเข้าทองคำ +900% ใน 7 เดือน

หากย้อนกลับไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025

* เงินไหลเข้า Gold ETFs เพิ่มขึ้นมากกว่า **900%**

* ในขณะที่ Equity Funds ไหลออกสุทธิราว **₹170,000 ล้านรูปี**

* AUM ของ Gold ETFs พุ่งขึ้นแตะ **₹184,200 crore**

* ปริมาณทองคำที่กองทุนถือครองเพิ่มขึ้นกว่า **15.5 ตันในเดือนเดียว**

นี่คือ “Rotation” ที่ชัดเจน

นักลงทุนรายย่อยกำลังหมุนเงิน

จาก “ความหวังในการเติบโต”

ไปสู่ “ความมั่นคง”

---

ทำไมอินเดียถึงหันไปหาทอง?

ทองคำให้ผลตอบแทน 75% ในปี 2025

ปี 2025 ราคาทองคำพุ่งขึ้นถึง **75%**

ในขณะที่ตลาดหุ้นอินเดียเริ่มผันผวน

Valuation หลายบริษัทเริ่มตึงตัว

และกระแสโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ทองคำจึงกลายเป็น

“Safe Haven + Momentum Asset” ไปพร้อมกัน

---

วัฒนธรรมอินเดีย + Financialization

อินเดียคือประเทศบริโภคทองคำอันดับ 2 ของโลก (รองจากจีน)

แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือ

คนรุ่นใหม่ไม่ได้ซื้อทองเป็นเครื่องประดับอีกต่อไป

พวกเขาซื้อผ่าน ETF

* สะดวก

* โปร่งใส

* ไม่ต้องเก็บรักษา

* สภาพคล่องสูง

นี่คือการเปลี่ยนทองคำจาก “ทรัพย์สินทางวัฒนธรรม”

สู่ “สินทรัพย์ทางการเงินเต็มรูปแบบ”

---

กฎใหม่ของ SEBI อาจเร่งกระแสนี้ต่อ

หน่วยงานกำกับตลาดทุนอินเดีย

Securities and Exchange Board of India (SEBI)

อนุญาตให้กองทุนหุ้นสามารถจัดสรรทองคำได้สูงสุด 35%

แปลว่า

ทองคำกำลังถูกบูรณาการเข้าไปในพอร์ตหุ้นโดยตรง

นี่ไม่ใช่แค่ “คนหนีหุ้นไปหาทอง”

แต่คือ “หุ้นกำลังเอาทองเข้ามาอยู่ในระบบ”

---

ผลกระทบระดับโลก

อินเดียคือ

* ผู้บริโภคทองคำอันดับ 2 ของโลก

* หนึ่งในผู้นำเข้าทองคำรายใหญ่ที่สุด

* ประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน

หากนักลงทุนอินเดียยังคง:

* หมุนเงินจาก Equity → Gold

* หมุนเงินจาก Fixed Deposits → Gold ETFs

* เพิ่มสัดส่วนทองในพอร์ตจาก 1% → 4-5%

แรงกดดันด้าน Demand ต่อราคาทองคำโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

และเมื่อรวมกับ

* ธนาคารกลางในกลุ่ม BRICS ที่สะสมทองคำ

* การลดการถือครอง US Treasuries

* ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์

ภาพใหญ่คือ “โลกกำลังกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์กระดาษ”

---

แต่มีความเสี่ยงไหม?

แน่นอน

หากราคาทองคำปรับฐานแรง 10-15%

กระแสเงินอาจไหลออกเร็วเช่นกัน

อีกด้านหนึ่ง

การนำเข้าทองคำที่เพิ่มขึ้นมาก

อาจกดดันดุลบัญชีเดินสะพัดของอินเดีย

และค่าเงินรูปี

นี่คือดาบสองคม

---

มุมวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่แค่ “Risk-Off”

แต่มันอาจเป็น

> **Structural Asset Reallocation**

เมื่อประชากรขนาดยักษ์

เริ่มจัดพอร์ตแบบ Multi-Asset เหมือนสถาบัน

จากเดิมถือ:

* เงินฝากธนาคาร

* หุ้น

สู่พอร์ตแบบ:

* หุ้น

* ทองคำ

* เงิน

* Silver ETF

* Multi-Asset Funds

นี่คือการพัฒนาเชิงโครงสร้างของตลาดทุนอินเดีย

---

แล้วจีนล่ะ?

ขณะที่อินเดียเร่งซื้อผ่าน ETF

จีนเองก็เร่งสะสมทองคำผ่านธนาคารกลางและนักลงทุนรายย่อย

เมื่อ 2 ประเทศที่มีประชากรรวมกันเกือบ 3 พันล้านคน

เริ่มให้ความสำคัญกับทองคำมากขึ้น

นี่ไม่ใช่ Demand รอบธรรมดา

มันคือแรงผลักเชิงโครงสร้างของตลาดโลก

---

บทสรุป

อินเดียกำลังส่งสัญญาณสำคัญว่า

> นักลงทุนรายย่อยเลือก “ความมั่นคง” มากกว่า “ความเสี่ยง”

และเมื่อประเทศผู้บริโภคทองอันดับ 2 ของโลก

หันมาใช้ Gold ETFs อย่างจริงจัง

มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่

ที่ทองคำไม่ใช่แค่ของสะสม

แต่เป็นแกนหลักของพอร์ตการลงทุน

คำถามคือ

นี่คือจุดเริ่มต้นของ “Gold Supercycle”

หรือเพียงแค่การไล่ตามผลตอบแทนรอบหนึ่ง?

ตลาดโลกกำลังจับตาอินเดียอย่างใกล้ชิด.

 

 

ที่มา.. KIM Property Live


สตางค์