เป็นปีที่ยากลำบากไม่ใช่น้อยสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมที่เคยเป็น "ดาวเด่น" ในตลาดหุ้นไทยมาก่อน หลายบริษัทพลิกเป็นขาดทุน หลายบริษัทมีธุรกิจที่หลากหลายเลยทำให้ขาดทุนน้อยลง แต่โดยภาพรวมแล้วปีนี้น่าจะเป็นปีที่ไม่ดีสำหรับหุ้นโรงแรมในไทย
เรามาดูกันว่าหุ้นโรงแรมแต่ละบริษัท ขาดทุนเท่าไรกันบ้าง และมีสาระสำคัญอะไรที่น่าสนใจมาดูกันสักหน่อยครับ
1.หุ้น MINT
- พลิกเป็นขาดทุน 1.77 พันล้านบาท จากที่กำไร 583 ล้านบาท เมื่อเทียบไตรมาสเดียวกัน
- รายได้ลดลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่รายจ่ายลดลงน้อยกว่ารายได้
- รายได้จากธุรกิจโรงแรมอยู่ที่ 15.7 พันล้านบาท และรายได้จากธุรกิจอาหารอยู่ที่ 5.66 พันล้านบาท
- ธุรกิจโรงแรมรายได้ลดลง 26% ธุรกิจอาหารลดลง 11%
- โดยเฉพาะรายได้ที่มาจาก NH Hotel กลุ่มโรงแรมที่อยู่ในโซนยุโรป เป็นตัวกดดันผลประกอบการ
- ตอนนี้บริษัทกำลังปรับตัวในวิกฤต COVID และปรากฏการณ์ New Normal ที่จะมาเร็วขึ้น เช่น ลดการลงทุนบางโครงการกว่าครึ่ง ปรับโครงสร้างการจัดซื้อตั้งจ้างใหม่ ปรับโครงสร้างค่าใช้จ่าย
- ธุรกิจอาหาร จะเน้นไปที่การขายผ่านแอปพลิเคชัน 1112 Delivery เพื่อที่จะรักษาการเติบโตของยอดขายต่อไป
2. หุ้น CENTEL
- พลิกเป็นขาดทุน 45.11 ล้านบาท จากเดิมที่มีกำไรสุทธิ 825.9 ล้านบาท
- รายได้ลดลงหลักๆมาจากธุรกิจโรงแรมที่ปิดตัวลงจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด-19
- รายได้จากธุรกิจโรงแรม 1.7 พันล้านบาท ลดลง 18% รายได้จากธุรกิจอาหาร 2.8 พันล้านบาท ลดลง 9%
- บริษัทมีการตั้งสำรองพิเศษการด้อยค่าของสินทรัพย์ 36 ล้านบาท ถ้าตัดจำนวนเงินก้อนนี้ออกไป จะมีผลขาดทุน 9 ล้านบาท
- ธุรกิจโรงแรมมีการปิดโรงแรม และโรงแรมที่อยู่ในระหว่าง Renovate ใหม่ เช่น Centara Grand Samui
- ธุรกิจอาหาร รายได้หลักๆมาจากการเดลิเวอร์รี่แต่ก็ไม่เพียงพอจากโมเดลธุรกิจเดิมที่นั่งทานในร้าน
- บริษัทประกาศงดจ่ายปันผล (จากเดิมที่จะจ่าย 0.55 บาทต่อหุ้น)
3. หุ้น ERW
- พลิกขาดทุน 102.5 ล้านบาท จากปีก่อ่นที่กำไร 234.6 ล้านบาท
- รายได้กระทบจากวิกฤต COVIND ทำให้โรงแรมในไทยและฟิลิปปินส์ได้รับผลกระทบค่อนข้างหนัก
- บริษัททยอยปิดการให้บริการโรงแรมในไทยและฟิลิปปินส์ทั้งหมด ทำให้วิกฤติการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ มากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
- รายได้จากธุรกิจโรงแรมอยู่ที่ 1.16 พันล้านบาท จากเดิมอยู่ที่ 1.7 พันล้านบาท (ลดลง 32%)
- รายจ่ายลดลง 20%
- บริษัทมีรายได้จาก ERWPF 3 ล้านบาท
- ไตรมาส 2/63 แนวโน้มจะยังลดลงต่อเนื่อง
- ตอนนี้ที่พอจะทำได้ คือ ระงับโครงการการลงทุนทั้งหมด ยืดชำระหนี้ออกไป
4. หุ้น SHR
- เป็นหุ้นโรงแรมน้องใหม่ที่ลงมาค่อนข้างแรง
- บริษัทมีกำไรสุทธิ 235 ล้านบาท จากเดิมที่ขาดทุน 45 ล้านบาท
- บริษัทมีรายได้ 1.14 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.6% จากเดิมที่รายได้ 973 ล้านบาท
- ในธุรกิจของ SHR แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
1. โรงแรมที่บริษัทจัดการเอง (สันติบุรี สมุย + พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ) สัดส่วนรายได้ 21.8%
2. กลุ่มโรงแรม Outrigger 6 แห่ง สัดส่วนรายได้ 43.5%
3. โรงแรมโครงการ CROSSROADS ที่มัลดีฟท์ สัดส่วนรายได้ 31.3%
- ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากโดยเฉพาะ SG&A เพิ่มขึ้นถึง 52% หลักๆมาจากธุรกิจโครงการ CROSSROADS เฟส 1
- บริษัทมีหนี้สินต่อทุนต่ำมาก อยู่ที่ 0.42 เท่า
- บริษัทงดจ่ายปันผล
โดยภาพรวมธุรกิจโรงแรมที่ขาดทุนหลักๆมาจากการปิดการให้บริการโรงแรม ซึ่งผลกระทบนี้อาจจะลากยาวไปถึงไตรมาส 2 ที่จะถึงนี้ ส่วนครึ่งปีหลังนั้นเป็นสิ่งที่คาดการได้ยาก บริษัทไหนที่พอจะมีธุรกิจอาหารยังพอช่วยผลประกอบการได้บ้าง แต่ถ้าบริษัทไหนอาศัยรายได้หลักจากโรงแรมเพียงอย่างเดียว นักลงทุนอาจจะต้องมองยาวสักหน่อยครับ