อาลีบาบา กรุ๊ป แนะธุรกิจเอสเอ็มอี ยกระดับการทำงานด้วยเทคโนโลยี ปรับทิศทางเตรียมรับเทรนด์ใหม่ “Made in Internet”

แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งอาลีบาบา แนะแนวทางให้ธุรกิจขนาดย่อมหันมาใช้อินเทอร์เน็ตและนวัตกรรม “บิ๊กดาต้า” อย่างสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับระบบโลจิสติกส์ การเงิน และการประสานงานกับทั้งลูกค้าและคู่ค้า จนนำไปสู่การปรับรูปแบบธุรกิจให้เข้ากับโลกยุคใหม่ที่สินค้าไม่ได้ผลิตจากประเทศใดประเทศหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นผลงานจากกระบวนการสร้างสรรค์ที่ไร้พรมแดน จนเกิดเป็นนิยามใหม่ว่า Made in Internet”

นายหม่า ได้ให้คำแนะนำดังกล่าวแก่ผู้ประกอบการและสื่อมวลชนจากทั้งประเทศจีนและทั่วโลก ในงานสัมมนาGlobal Netrepreneurs Conference”ซึ่งทางอาลีบาบา กรุ๊ป จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้เพื่อเปิดเวทีพบปะกับทุกภาคส่วนในวงการอีคอมเมิร์ซ 

ในโอกาสนี้ นายหม่ายังกล่าวคาดการณ์อีกว่าในช่วง 30 ปีข้างหน้า นวัตกรรมอินเทอร์เน็ต บิ๊กดาต้า คลาวด์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะพัฒนาศักยภาพไปอย่างรวดเร็วเหนือทุกความคาดหมาย จนกระทั่งทำให้ภาคอุตสาหกรรมการผลิตต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายในทศวรรษหน้านี้ โดยที่ผู้บริโภคหรือธุรกิจขนาดเล็กอาจกลายเป็นผู้กำหนดปัจจัยในการผลิตสินค้า หรือแม้แต่แนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์แทน ภายใต้โมเดลธุรกิจแบบ C2B (consumer-to-business) ที่ขับเคลื่อนด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลจากลูกค้า

โครงสร้างธุรกิจแบบ C2B และการผลิตสินค้าให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าในระดับตัวบุคคล คืออนาคตของโลกธุรกิจในยุค ‘Made in Internet’ โดยคุณอาจจะออกแบบผลิตภัณฑ์ขึ้นในสหรัฐ ไปเข้าสู่สายการผลิตในเยอรมนี ก่อนจะประกอบในจีน และส่งออกไปขายทั่วโลกก็เป็นได้” นายหม่ากล่าว “จุดมุ่งหมายของเราคือการสนับสนุนให้ธุรกิจเอสเอ็มอี ผู้ประกอบการ และผู้บริโภครุ่นใหม่ทุกเพศทุกวัย สามารถซื้อขาย ชำระเงิน และรับส่งสินค้าได้จากทุกที่ทั่วโลก”

เพื่อเป็นการตอบสนองต่อเทรนด์ใหม่นี้ นายหม่าได้เผยถึงรายละเอียดของกลยุทธ์ Five News”ที่อาลีบาบา กรุ๊ปได้นำเสนอเป็นครั้งแรกในปีที่ผ่านมา โดยครอบคลุมแนวคิดใหม่ทั้งในด้านธุรกิจค้าปลีก ภาคการผลิต การเงิน เทคโนโลยี และพลังงาน ในอนาคต ตลาดค้าปลีกจะผสมผสานรูปแบบการทำธุรกิจของโลกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน

ในขณะที่ภาคการผลิตจะปรับรูปแบบการทำงานมาเป็นโมเดล C2B ส่วนภาคการเงินจะเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเงินทุนได้อย่างเท่าเทียมกัน ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการสามารถคว้าโอกาสทางธุรกิจไว้ได้ด้วยบิ๊กดาต้าและคลาวด์ และข้อมูลในโลกดิจิทัลจะกลายเป็นพลังงานรูปแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนธุรกิจค้าปลีกให้สามารถส่งมอบสินค้าถึงมือผู้บริโภคได้รวดเร็วกว่าที่เคย

 

นายแดเนียล จาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอาลีบาบา กรุ๊ป กล่าวเสริมอีกว่า “ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะไม่จำกัดอยู่แต่ในโลกออนไลน์เท่านั้น ปัจจุบัน ธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีมูลค่าคิดเป็นอัตราส่วน 15% ของตลาดค้าปลีกทั้งหมดในประเทศจีน แต่เราต้องมุ่งเป้าไปที่การเสริมศักยภาพให้กับตลาดค้าปลีกออฟไลน์อีก 85% ที่เหลืออยู่ด้วยเทคโนโลยีในโลกดิจิทัลที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้าได้”

สำหรับแนวคิดเกี่ยวกับ “netrepreneur" หรือผู้ประกอบการในโลกออนไลน์นั้น เป็นผลงานการริเริ่มของนายแจ็ค หม่าในปี 2547 โดยนับจากนั้นเป็นต้นมา ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ก็ได้กลายเป็นแรงผลักดันที่สำคัญเบื้องหลังการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ในโลกธุรกิจมากมาย

“ผู้ประกอบการกลุ่ม ‘netrepreneur’ นี้ มีรูปแบบการทำงานที่หลากหลายมาก โดยบางคนก็เลือกที่จะทำงานครอบคลุมกระบวนการในฝั่งต้นน้ำเพื่อปรับเปลี่ยนสินค้าและบริการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น โดยอาศัยข้อมูลพฤติกรรมในโลกออนไลน์ของผู้บริโภคเป็นปัจจัยในการพิจารณา ธุรกิจในกลุ่มนี้ต่างนำศักยภาพของอินเทอร์เน็ตและช่องทางการพัฒนาสินค้า ทำตลาด และเสนอขายสินค้าออนไลน์ของเรามาผสมผสานกันอย่างลงตัว จนไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ของผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างกระแสใหม่ๆ ในตลาดได้อีกด้วย” นายจางเผย

“ผู้บริโภคในปัจจุบันต่างต้องการสินค้าที่มีคุณภาพสูง โดดเด่นไม่ซ้ำใคร และมีความหลากหลายในตลาด จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่ธุรกิจขนาดเล็กจะสามารถเข้ามาเติมเต็ม เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตและขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว”

งานสัมมนา “Global Netrepreneurs Conference” มีผู้เข้าร่วมงานจากหลากหลายวงการธุรกิจ นับตั้งแต่ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซและฟินเทคไปจนถึงหน่วยงานด้านการค้าระหว่างประเทศและวงการบันเทิง สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบไปด้วยการบรรยายและช่วงเสวนาบนเวทีในประเด็นต่างๆ มากมาย ทั้งธุรกิจค้าปลีกออนไลน์-ออฟไลน์ ระบบการซื้อขายสิทธิทางธุรกิจ โอกาสการเข้าถึงเงินทุน การสร้างสรรค์คอนเทนท์สำหรับโลกออนไลน์ และการยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้งของผู้บริโภค

ตอนนี้กระแสโลกาภิวัฒน์ของโลกกำลังมาแรงมาก ผู้ผลิต ผู้ประกอบการต้องรีบปรับตัวให้เข้ากับโลกอยู่ตลอดเวลาเพื่อความก้าวหน้าและความทันสมัยที่รวดเร็วมาก หากใครตามกระแสไม่ทัน หรือตกกระแสย่อมเป็นผู้แพ้ในโลกสมัยนี้ เม็ดเงินมหาศาลที่มาจากกระแสโลกาภิวัฒน์สามารถทำให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จได้ อินเตอร์เน็ทเป็นเครือข่ายไร้พรหมแดน ลูกค้าทั่วโลกสามารถดูสินค้าของคุณได้และสามารถสั่งซื้อสินค้าจากซีกโลกหนึ่งไปยังอีกซีกโลกได้ แม้ผู้ประกอบการกับลูกค้าจะคุยกันคนละภาษา แต่ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันทำให้มีเครื่องมือแปลภาษาหลากหลาย การสื่อสารจึงเป็นเรื่องง่ายดาย เทคโนโลยีการคมนาคมที่รวดเร็วและราคาถูกลง ทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้าและการแลกเปลี่ยนสะดวกขึ้น โดยเฉพาะโครงการเส้นทางสายไหมในศตวรรษที่ 21 จากจีนไปทั่วโลกที่เป็นตัวอย่างการเชื่อมโลกด้วยระบบรางและระบบขนส่งทางเรือ ทำให้เกิดเม็ดเงินจำนวนมหาศาล เราสามารถหากลุ่มลูกค้าเป้าหมายใหม่ๆได้ทั่วโลก ซึ่งเป็นข้อดีของผู้ประกอบการที่จะสามารถผลิตสินค้าตัวเองไปจำหน่ายยังกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อได้ ในขณะเดียวกันกลุ่มผู้บริโภคก็สามารถซื้อสินค้าที่หลากหลายและตรงตามความต้องการของตัวผู้บริโภคเองได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งผลประโยชน์ต่างๆนั้นมีแต่ได้กับได้กับทั้งผู้ผลิตและผู้บรโภค ส่วนประเทศไทยนั้นต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับกระแสโลกาภิวัฒน์มากกว่านี้ นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยกำลังผลักดันอยู่ ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากต้องให้อิสระกับคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดหรือ mindset ที่ก้าวหน้าเพื่อทันต่อโลกสมัยใหม่ ต้องมีการปฏิรูปให้ไปในทิศทางที่ทันสมัยและโปร่งใส คนรุ่นเก่าที่หมดไฟควรวางมือและให้คนรุ่นใหม่ก้าวขึ้นมาทดแทนเพื่อให้ประเทศไทยได้รับผลประโยชน์และเม็ดเงินอันมหาศาลนี้ โดยต้องทำให้นักลงทุน ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศแสดงความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ต้องมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความเชื่อมั่นนั่นเอง

ที่มา: bangkokbiznews