รวมบทวิเคราะห์และประเด็นมุมมองตลาดหุ้นวันนี้


16 comments
aotto 9 months ago on Thu 12 Jan, 2017 08:31 / 9 months ago
S2M Platinum Member

aotto 9 months ago on Thu 12 Jan, 2017 08:33 / 9 months ago
S2M Platinum Member

 

ที่มา..

aotto 9 months ago on Thu 12 Jan, 2017 08:34 / 9 months ago
S2M Platinum Member

aotto 9 months ago on Thu 12 Jan, 2017 08:34 / 9 months ago
S2M Platinum Member

aotto 9 months ago on Thu 12 Jan, 2017 08:37 / 9 months ago
S2M Platinum Member
World Markets: สรุปภาวะตลาดหุ้น น้ำมัน ทองคำ และตลาดเงินต่างประเทศ

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พฤหัสบดีที่ 12 มกราคม 2560 07:23:12 น.
ดัชนีและภาวะตลาดหุ้น น้ำมัน ทองคำ และตลาดเงินต่างประเทศ ประจำวันที่ 11 ม.ค.2560


-- ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (11 ม.ค.) โดยดาวโจนส์ดีดตัวขึ้นเป็นวันแรกในรอบ 3 วันทำการ ขณะที่ดัชนี NASDAQ ทำสถิติปิดที่ระดับสูงสุดติดต่อกันเป็นวันที่ 5 หลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกเมื่อวานนี้ โดยทรัมป์ได้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะสร้างงานครั้งใหญ่ในสหรัฐ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ดีดตัวขึ้นเป็นวันแรกในรอบ 3 วันทำการ อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มเวชภัณฑ์ร่วงลงอย่างหนัก หลังจากที่ทรัมป์ได้กล่าวโจมตีอุตสาหกรรมยาในระหว่างการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนครั้งนี้


ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 19,954.28 จุด เพิ่มขึ้น 98.75 จุด หรือ +0.50% ดัชนี NASDAQ ปิดที่ 5,563.65 จุด เพิ่มขึ้น 11.83 จุด หรือ +0.21% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,275.32 จุด เพิ่มขึ้น 6.42 จุด, +0.28%

-- ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกเมื่อคืนนี้ (11 ม.ค.) หลังจากราคาน้ำมันดิบฟื้นตัวขึ้น ซึ่งช่วยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม แรงบวกได้ถูกสกัดลง เนื่องจากนักลงทุนกระหน่ำขายหุ้นกลุ่มเวชภัณฑ์ หลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้กล่าวโจมตีอุตสาหกรรมยา ในระหว่างการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวานนี้
ดัชนี Stoxx Europe 600 เพิ่มขึ้น 0.2% ปิดที่ 364.90 จุด

ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 4,888.71 จุด เพิ่มขึ้น 0.48 จุด หรือ +0.01% ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมันปิดที่ 11,646.17 จุด เพิ่มขึ้น 62.87 จุด หรือ +0.54% ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 7,290.49 จุด เพิ่มขึ้น 15.02 จุด หรือ +0.21%

-- ตลาดหุ้นลอนดอนปิดเพิ่มขึ้นเมื่อวานนี้ (11 ม.ค.) โดยดัชนี FTSE 100 ทำสถิติปิดที่ระดับสูงสุดติดต่อกัน 10 วันทำการ จากแรงซื้อของหุ้นกลุ่มส่งออกซึ่งได้อานิสงส์จากการอ่อนค่าลงของเงินปอนด์
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวก 15.02 จุด หรือ 0.21% แตะที่ 7,290.49 จุด

-- สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นคืนนี้ (11 ม.ค.) หลังจากซาอุดิอาระเบียได้ส่งสัญญาณถึงความพร้อมที่จะปรับลดกำลังการผลิต ซึ่งสัญญาณบวกดังกล่าวได้ช่วยสกัดปัจจัยลบจากรายงานของสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) ที่ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นในสัปดาห์ที่แล้ว

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.พ.เพิ่มขึ้น 1.43 ดอลลาร์ หรือ 2.8% ปิดที่ 52.25 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนมี.ค.เพิ่มขึ้น 1.46 ดอลลาร์ หรือ 2.7% ปิดที่ 55.10 ดอลลาร์/บาร์เรล

-- สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (11 ม.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีของสหรัฐไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ในระหว่างการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกเมื่อวานนี้

สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนก.พ.พุ่งขึ้น 11.1 ดอลลาร์ หรือ 0.94% ปิดที่ 1,196.60 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 7 สัปดาห์

สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนมี.ค.ลดลง 2 เซนต์ หรือ 0.12% ปิดที่ 16.828 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนเม.ย.ร่วงลง 6.4 ดอลลาร์ หรือ 0.65% ปิดที่ 976.40 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนมี.ค.ดิ่งลง 11.35 ดอลลาร์ หรือ 1.5% ปิดที่ 753.90 ดอลลาร์/ออนซ์

-- สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (11 ม.ค.) ภายหลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีของสหรัฐไม่ได้ให้รายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ในระหว่างที่เขาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกเมื่อวานนี้

ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเยน ที่ระดับ 115.07 เยน จากระดับ 115.75 เยน และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 1.0124 ฟรังก์สวิส จากระดับ 1.0167 ฟรังก์สวิส

ยูโรแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.0601 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0559 ดอลลาร์ ในขณะที่ปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะ 1.2232 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2160 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นที่ระดับ 0.7453 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7364 ดอลลาร์
ดัชนี S&P500 ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดที่ 2,275.32 จุด เพิ่มขึ้น 6.42 จุด, +0.28%
ดัชนี NASDAQ ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดที่ 5,563.65 จุด เพิ่มขึ้น 11.83 จุด, +0.21%
ดัชนี DJIA ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดที่ 19,954.28 จุด เพิ่มขึ้น 98.75 จุด, +0.50%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 4,888.71 จุด เพิ่มขึ้น 0.48 จุด, +0.01%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมันปิดที่ 11,646.17 จุด เพิ่มขึ้น 62.87 จุด, +0.54%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 7,290.49 จุด เพิ่มขึ้น 15.02 จุด, +0.21%
ดัชนี SENSEX ตลาดหุ้นอินเดียปิดที่ 27,140.41 จุด เพิ่มขึ้น 240.85 จุด, +0.90%
ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซียปิดที่ 1,675.21 จุด เพิ่มขึ้น 3.16 จุด, +0.19%
ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์ปิดที่ 3,000.94 จุด ลดลง 5.08 จุด, -0.17%

ดัชนี Jakarta Composite ตลาดหุ้นอินโดนีเซียปิดที่ 5,301.24 จุด ลดลง 8.68 จุด, -0.16%

ดัชนี PSE Composite ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ปิดที่ 7,321.82 จุด ลดลง 42.52 จุด, -0.58%
ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงปิดที่ 22,935.35 จุด เพิ่มขึ้น 190.50 จุด, +0.84%
ดัชนี VN ตลาดหุ้นเวียดนามปิดที่ 687.16 จุด เพิ่มขึ้น 6.09 จุด, +0.89%
ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนปิดที่ 3,136.75 จุด ลดลง 24.92 จุด, -0.79%

ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดที่ 19,364.67 จุด เพิ่มขึ้น 63.23 จุด, +0.33%
ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดที่ 2,075.17 จุด เพิ่มขึ้น 30.05 จุด, +1.47%
ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวันปิดที่ 9,345.74 จุด ลดลง 3.90 จุด, -0.04%

ดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียปิดที่ 5,771.50 จุด เพิ่มขึ้น 10.80 จุด, +0.19%

ดัชนี ALL ORDINARIES ตลาดหุ้นออสเตรเลียปิดที่ 5,823.70 จุด เพิ่มขึ้น 10.70 จุด, +0.18%
 

--อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย คมปทิต สกุลหวง/รัตนา โทร.02-2535000 ต่อ 327 อีเมล์: ratana@infoquest.co.th--

aotto 9 months ago on Thu 12 Jan, 2017 08:39 / 9 months ago
S2M Platinum Member

ผู้นำ
โหงวเฮ้งหุ้น

 

เมื่อก้าวขึ้นสูงสุดเป็นผู้นำ

เรื่องที่ทำต้องกอร์ปชอบเหตุผล

มองรอบด้านอ่านใจวิสัยคน

วางเกียรติตนมิหวั่นไหวใครติเตียน 

                   

วันนี้เป็นวันธงไชย เลือกเฟ้นฤกษ์ที่ดีแล้ว เหมาะในการเปิดกิจการ เข้าบ้านใหม่ ฯลฯ

 

สำหรับหุ้นแนะนำให้ซื้อคือRSหรือFSMART

หุ้นที่ไม่แนะนำลงทุนช่วงนี้คือPPMหรือHPT

คติวันนี้ ไม่ว่ามันจะเจ็บปวดแค่ไหนจงเชิดหน้าขึ้น...และก้าวต่อไป

 

ที่มา..

aotto 9 months ago on Thu 12 Jan, 2017 08:42 / 9 months ago
S2M Platinum Member

บาท 'แข็งค่า' รับแถลงการณ์ทรัมป์

 

 

บาทเปิดตลาด "35.40บาทต่อดอลลาร์" แข็งค่าต่อเนื่อง หลัง"โดนัลด์ ทรัมป์" แถลงข่าวครั้งแรกหารือราคายาในสหรัฐ ฉุดหุ้นเฮลท์แคร์

บาทเปิดตลาดเช้านี้ที่35.40บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าต่อเนื่องจากปิดตลาดวานนี้และทรัมป์แถลงข่าวครั้งแรกหารือราคายาในสหรัฐ ฉุดหุ้นเฮลท์แคร์และตลาดหุ้นสหรัฐลง คาดเงินไหลเข้าเอเชียเพิ่มขึ้นในวันนี้

นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 35.40 บาท ต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจากระดับ 35.56 บาทต่อดอลลาร์ในสิ้นวันทำการก่อน หลังจากที่โดนัล ทรัปท์เปิดแถลงข่าวครั้งแรกและให้ความเห็นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการหารือเรื่องราคายาในสหรัฐ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ปรับตัวลงและฉุดตลาดหุ้นหสรัฐและค่าเงินดอลลาร์ในคืนที่ผ่านมา

สำหรับวันนี้มองเงินลงทุนยังมาโอกาสไหลเข้าฝั่งเอเชียต่อจากความไม่แน่นอนที่เพิ่มมากขึ้นในฝั่งหุ้นสหรัฐ มองกรอบค่าเงินที่ระดับ 35.37-35.47 บาทต่อดอลลาร์

 

ที่มา..

aotto 9 months ago on Thu 12 Jan, 2017 08:43 / 9 months ago
S2M Platinum Member

เช็คสุขภาพ! LPH กำไรปี 60 โตต่อเนื่อง
ชี้รุกเปิด 7 ศูนย์ความเป็นเลิศหนุนธุรกิจ

 

เช็คสุขภาพ! LPH กำไรปี 60 โตต่อเนื่อง ชี้รุกเปิด 7 ศูนย์ความเป็นเลิศหนุนธุรกิจ ชู 7 โบรกฯดังเชียร์ซื้อสนั่น มองราคาหุ้นยัง Laggard พร้อมชี้ Upside สูงปรี๊ด

บริษัท โรงพยาบาล ลาดพร้าว จำกัด (มหาชน) หรือ LPH ถือเป็นหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมบริการหมวดธุรกิจการแพทย์ที่มีผลงานเข้าตามนักลงทุนอย่างมาก โดยเฉพาะแผนงานธุรกิจที่ออกมาอย่างต่อเนื่องทำให้ทิศทางผลกำไรปี 2559 และปีนี้มีมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง  

โดยเฉพาะแนวโน้มกำไรในไตรมาส 4/59 น่าจะพีคสุดของปี 59 หลังไข้หวัดใหญ่ระบาดหนัก หนุนให้กำไรสุทธิทั้งปี 59 เติบโตมาก ส่วนกำไรปี 60 มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจากแผนเพิ่มความสามารถในการให้บริการ โดยทางโรงพยาบาลจะทยอยเปิดให้บริการศูนย์โรคเฉพาะทาง (Excellent Center) ที่เหลืออีก 7 ศูนย์ ให้ครบทั้ง 9 ศูนย์ เพื่อขยายพื้นที่ให้เป็นสัดส่วนและยกระดับการให้บริการในระยะยาว

ไม่พียงเท่านั้นราคาหุ้นยัง Laggard แถมยังมี Upside สูงเพื่อรอผลบวกจากแผนการลงทุนในปัจจุบัน และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงสุดในกลุ่ม จึงไม่แปลกใจที่หุ้น LPH จะเป็นที่สนใจในการลงทุน เพราะขนาด 6 โบรกเกอร์ดังของไทยยังประสานเสียงแนะซื้อหุ้นรายนี้

 

บล.เออีซี ระบุในบทวิเคราะห์ว่า กำไรของ LPH ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 59 คิดเป็น 72.6% ของประมาณการทั้งปี 59 และยังคงประมาณการเดิมโดยช่วงไตรมาส 4/59 เป็นพีคของกำไร หลังฝนตกยาวนานกว่าปีก่อนและอากาศแปรปรวนสูง ทำให้มีโรคอุจจาระร่วงในเด็กเล็ก มือเท้าปาก ไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ระบาด โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ

ล่าสุดข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยาพบว่าตั้งแต่เดือน ม.ค.-ต.ค.59 มีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สูงกว่าปีก่อนถึง 2 เท่า และคาดว่าฤดูหนาวตั้งแต่เดือน พ.ย.59-ก.พ.60 จะมีผู้ป่วยถึงเดือนละ 1.65-2.40 หมื่นราย สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว จึงทำให้คาดปี 59 LPH จะมีกำไรสุทธิ 170 ล้านบาท เติบโตโดดเด่นถึง 69.6% และจะยังเติบโตต่อเนื่อง 15.3% ในปี 60 ตามประมาณการเดิม หลัง LPH มีแผนเพิ่มความสามารถในการให้บริการ โดยช่วงไตรมาส 1/60 จะมีการย้ายศูนย์เฉพาะทาง 9 ศูนย์จากอาคารเดิมไปเปิดให้บริการที่อาคารใหม่ Excellent Center เพื่อขยายพื้นที่ให้เป็นสัดส่วนและยกระดับการให้บริการในระยะยาว

LPH เป็นหุ้น Laggard และยังมี Upside สูงสุดในกลุ่ม จากมูลค่าเหมาะสมปี 60 ที่ 11.80 บาท พร้อมคาดให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ปีนี้ ราว 2.44% สูงสุดในกลุ่ม

 

บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 4/59 ของ LPH น่าจะโดดเด่นใกล้เคียงกับไตรมาส 3/59 โดยรายได้จากกิจการโรงพยาบาลน่าจะเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนจากผู้ป่วยที่ยังคงเข้าใช้บริการหนาแน่น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยเด็กจากการระบาดของโรค ทั้งโรคมือเท้าปากและไข้หวัดใหญ่ ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวขยายตัวสูง

ทั้งนี้ คาดว่ารายได้เฉลี่ยของผู้ป่วยใน (IPD) และรายได้เฉลี่ยของผู้ป่วยนอก (OPD) ของทั้งปี 59 น่าจะอยู่ที่ 2.4 หมื่นบาท/ครั้ง/เตียง และ 1.7 พันบาท/คน เพิ่มขึ้น 2% จากงวดปีก่อน และ 8% จากงวดปีก่อนตามลำดับ

ส่วนผู้ป่วยประกันตน น่าจะเข้ามาใช้บริการเพิ่มเต็มจำนวนโควตาที่ 1.61 แสนราย จากสิ้นไตรมาส 3/59 ที่มีผู้ป่วยประกันสังคมเข้ามาใช้บริการอยู่ที่ 1.59 แสนราย โดยในไตรมาส 4/59 LPH น่าจะรับรู้รายได้พิเศษจากประกันสังคมของงวดเดือนม.ค.-มิ.ย.59 เข้ามาเพิ่ม รวมทั้งมีรายได้พิเศษจากเงินลงทุนในกองทุนส่วนบุคคลอีกราว 2-4 ล้านบาท ทำให้ผลประกอบการปี 59 ขยายตัวโดดเด่น ทางฝ่ายคงประมาณการรายได้จากกิจการโรงพยาบาลในปี 59 ไว้ที่ 1,253 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.4% และประมาณการกำไรปี 59 ที่ 168 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67.5% โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นปี 59 อยู่ที่ 24.8% จาก 23.1% ในปีก่อนหน้า

สำหรับปี 60 ในช่วงต้นปี LPH มีแผนจะเปิดให้บริการอาคารใหม่ 6 ชั้น หรืออาคารศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ โดยทางโรงพยาบาลจะทยอยเปิดให้บริการศูนย์โรคเฉพาะทาง (Excellent Center) ที่เหลืออีก 7 ศูนย์ ให้ครบทั้ง 9 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ศูนย์ศัลยกรรมกระดูก ศูนย์สมองและระบบประสาท (คาดจะเปิดให้บริการในไตรมาส 1/60) ศูนย์ทันตกรรมและศูนย์ตรวจสุขภาพ (คาดจะเปิดให้บริการในไตรมาส 2/60) ศูนย์สูตินารีและศูนย์กุมารเวช (คาดจะเปิดให้บริการใน ไตรมาส 3/60) รวมทั้งเพิ่มจำนวนเตียงผู้ป่วยในอีก 30 เตียงและห้องตรวจสำหรับผู้ป่วยนอกอีก 80 ห้อง รวมเป็น 210 เตียง และห้องตรวจ 165 ห้อง ทำให้สัดส่วนผู้ป่วยเงินสดมีโอกาสขึ้นมาแตะที่ 55% จากคาดการณ์ 52% ในปี 59

แม้ว่าในช่วงแรกของการให้บริการโดยปกตินั้นต้นทุนคงที่ต่อรายได้จะสูง แต่คาดว่าจะกดดันต่ออัตรากำไรขั้นต้นรวมไม่มากนัก เนื่องจากทางโรงพยาบาลมีลูกค้าที่เข้าใช้บริการในศูนย์เดิมก่อนที่จะมีการย้ายและปรับปรุง ตกแต่งให้เป็นศูนย์โรคเฉพาะทางอยู่ก่อนหน้าแล้ว อีกทั้งค่าเสื่อมราคาจากอาคารใหม่น่าจะรับรู้เข้ามาเพียงปีละ 10 ล้านบาท ทำให้ผลการดำเนินงานปี 60 มีโอกาสโตต่อเนื่องได้ ทางฝ่ายคงประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี 60 ไว้ที่ 202 ล้านบาท ขยายตัว 19.8% ตามสมมติฐานรายได้จากกิจการโรงพยาบาลที่ 1,436 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.6%

นอกจากนั้น แม้ผลการดำเนินงานปี 60 จะได้รับแรงกดดันจากค่าเสื่อมอาคารใหม่และการเปิดศูนย์โรคเฉพาะทาง แต่ทว่าทำเลที่ตั้งของโรงพยาบาลอยู่ในเขตพื้นที่ชุมชน ทำให้มีผู้ป่วยเข้าใช้บริการอยู่หนาแน่น น่าจะกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นเพียงช่วงสั้นเท่านั้น ทั้งนี้ ทางฝ่ายยังคงเชื่อว่ากำไรสุทธิปี 60 ของ LPH จะขยายตัวสูงต่อเนื่อง

 

บล.ไอร่า ระบุในบทวิเคราะห์ว่า LPH มีแผนการเปิดอาคารใหม่เพื่อขยายกำลังการให้บริการอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลา 3 ปีข้างหน้า ในระยะสั้นจะเน้นการยกระดับศูนย์การแพทย์เฉพาะทางสู่ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ โดยจะเปิดอาคารในช่วงม.ค.60 ซึ่งจะเพิ่มเพดานกำลังการให้บริการผู้ป่วย OPD ได้อย่างน้อยอีก 500 คน/วัน จากเดิม 3,400 คน/วัน หรือเพิ่มขึ้น 14.7% และเพิ่มกำลังการให้บริการผู้ป่วย IPD อีก 30 เตียง จากเดิม 180 เตียง หรือเพิ่มขึ้น16.7% นอกจากนี้ ยังสามารถรับรู้ค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นเนื่องจากมีการเตรียมพร้อมเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย ทำให้สามารถรองรับผู้ป่วยที่มีโรคซับซ้อนได้

ขณะที่ในปี 61 LPH มีแผนจะเปิดอาคารศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์แห่งที่ 2 ในช่วงกลางปี และในปี 62 จะมีการเปิด 2 โครงการคือ โรงพยาบาลลำลูกกา ศูนย์พักฟื้นผู้สูงอายุ ซึ่งจะทำให้รายได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

สำหรับผลการดำเนินงานของ LPH ในปี 59 คาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโต 66% ตามการเติบโตของรายได้ซึ่งมาจากการเปิดดำเนินการของศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ 2 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์โรคตาและเลสิก และศูนย์ความงามและเลเซอร์ ซึ่งศูนย์ดังกล่าวทำให้อัตราการทำไรขั้นต้นสูงขึ้น การระบาดของไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ จากผลของอากาศแปรปรวนในฤดูฝนและฤดูหนาว ทำให้มีจำนวนผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการเติบโตของบริษัท ศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยทางการแพทย์และการเกษตรแห่งเอเซีย จำกัด (AMARC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยดำเนินธุรกิจหลักด้านการตรวจวิเคราะห์ทางอาหารและเกษตร คาดว่ารายได้จะเติบโตได้ราว 19% อีกทั้งยังเป็นธุรกิจที่มีอัตราการทำกำไรขั้นต้นสูงกว่าธุรกิจโรงพยาบาล รวมทั้งมีการบันทึกกำไรพิเศษจากเงินลงทุนในกองทุนส่วนบุคคล ขณะที่หุ้นมี Upside จากราคาปัจจุบัน 22% เพื่อรอผลบวกจากแผนการลงทุนในปัจจุบัน

 

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า จุดเด่นของ LPH คือ การเติบโตที่แข็งแกร่งในปี 59 ที่ 65% และคาดว่าจะขยายตัวต่อ 24% ในปี 60 เป็นผลจากการขยายกำลังการให้บริการด้านการแพทย์ การเปิดศูนย์รักษาเฉพาะทางซึ่งส่วนนี้ให้มาร์จิ้นสูง และมีงบดุลที่แข็งแกร่ง

นอกจากนี้กำลังมองโอกาสที่จะลงทุนเพิ่ม แม้ว่าดีลโรงพยาบาลเดชาจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ LPH จะยังศึกษาเรื่องการลงทุนเพิ่มทั้งที่เป็นการเข้าซื้อกิจการและการลงทุนใหม่ ทั้งนี้ LPH มีฐานะเป็นเงินสดสุทธิ และมีความพร้อมด้านการเงินที่จะลงทุน

 

 

ที่มา..

aotto 9 months ago on Thu 12 Jan, 2017 08:51 / 9 months ago
S2M Platinum Member

aotto 9 months ago on Thu 12 Jan, 2017 08:53 / 9 months ago
S2M Platinum Member

‘ดับบลิวเอชเอ’ลุ้นปันผลรอบ 2 ปี

 

 

"ดับบลิวเอชเอ" เตรียมเสนอบอร์ด "จ่ายปันผล"ในรอบ 2 ปี กลังกำไรโตหลังรับรู้รายได้ไฟฟ้าเพิ่ม ดันธุรกิจพลังงานเข้าตลาดไตรมาสแรก

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) WHA เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทประกาศงบการเงินประจำปี 2559 แล้ว มีแผนที่จะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ช่วงปลายเดือน ก.พ. นี้ พิจารณาจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานงวดปี 2559 หลังจากที่บริษัทไม่ได้จ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นมาเป็นเวลา 2 ปี หลังจากที่กู้เงินเพื่อเข้าซื้อหุ้น บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน ทำให้ติดเงื่อนไขของธนาคารพาณิชย์จึงไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ แต่ปัจจุบันได้ชำระคืนนี้เงินกู้ดังกล่าวแล้ว จำนวน 2 หมื่นล้านบาท ทำให้ ณ สิ้นปี 2559 หนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงมาอยู่ที่ 1.8 เท่า

ส่วนแผนในปี 2560 บริษัทจะ บริษัทจะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทพิจารณาแผนการดำเนินงาน ช่วงสิ้นเดือน ม.ค. นี้ โดยเบื้องต้น คาดว่ากำไรสุทธิมีแนวโน้มจะดีขึ้น เป็นผลจากการรับรู้รายได้ประจำมาจาก ธุรกิจบริการสาธารณูปโภค น้ำ ไฟฟ้า ที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรม ทำให้สัดส่วนรายได้ประจำน่าจะเพิ่มเป็น 35% จาก 15% โดยเป็นผลจากการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 130 เมกะวัตต์ ในปีนี้ แต่รายได้คาดว่าจะอ่อนตัวลงจากปีก่อน เนื่องจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนลดลง

 

 

 

“ในปีนี้มั่นใจว่าบริษัทจะกลับมาจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดได้อีกครั้ง หลังจากไม่ได้จ่ายมา 2 ปี ซึ่งบริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิ ทั้งนี้การจ่ายปันผลครั้งล่าสุดเมื่อปี 2557 คิดเป็นอัตราส่วนถึง 70% ของกำไรสุทธิ โดยจ่ายออกมาในรูปเงินสดและหุ้นปันผล”

พร้อมกันนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อนำบริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) WHAUP เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีแผนไปนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค. นี้ และภายหลังการนำบริษัทลูกเข้าจดทะเบียนจะช่วยให้หนี้สินต่อทุนของบริษัทลดลงไปเหลือประมาณ 1.3 เท่า เพราะมูลค่าการขายหุ้นบริษัทลูกจะเพิ่มเข้ามาในส่วนของผู้ถือหุ้น

นอกจากนี้ ดับบลิวเอชเอยังมีแผนจะเดินทางไปโรดโชว์กับสถาบันต่างประเทศ ในวันที่ 17-20 ม.ค. นี้ ที่สิงคโปร์ และฮ่องกง และประมาณกลางปีจะโรดโชว์ที่ ยุโรป และสหรัฐอเมริกา โดยหวังว่าเพิ่มสัดส่วนนักลงทุนต่างประเทศถือหุ้นของบริษัทเพิ่มเป็น 25% ในปีนี้ จากปัจจุบันที่ถือหุ้น 20%

ไอพีโอเร่งระดมทุนรองรับภาคอุตสาหกรรม

ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้นับหนึ่งไฟลิ่งหุ้นไอพีโอของ ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) ซื้อให้บริการน้ำและไฟฟ้าแก่ผู้ประกอบการภายในนิคมอุตสาหกรรม เตรียมจะเสนอขายหุ้นจำนวนไม่เกิน 229.50 ล้านหุ้น หรือ 30% ของหุ้นทั้งหมด เบื้องต้นคาดว่าจะเสนอขายหุ้นไอพีโอไม่เกินไตรมาส 1/2560 โดยมีธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และบล.ไทยพาณิชย์ เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย และคาดว่าในอนาคตจะมีการแต่งตั้ง บล.ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายให้กับสถาบันต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน สยามอีสต์ โซลูชั่น (SE) ผู้จัดหาและจำหน่ายพร้อมให้บริการอย่างครบวงจรเกี่ยวกับระบบปั๊ม อุปกรณ์ในกระบวนการผลิตและระบบท่อรวมถึงวัสดุนวัตกรรม ล่าสุด อยู่ระหว่างดำเนินการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ โดยจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนมาใช้ก่อสร้างศูนย์บริการวิศวกรรม (Workshop) ภายในพื้นที่สำนักงานใหญ่ จ.ระยอง คาดว่าจะเข้าซื้อขายภายในไตรมาสแรกของปีนี้

บริษัท สยามอีสต์ โซลูชั่น จะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 60 ล้านหุ้น หรือ 25% ของทุนจดทะเบียนเรียกชำระแล้ว ปัจจุบันบริษัทมีทุนจดทะเบียน 120 ล้านบาท หรือคิดเป็นหุ้นสามัญจำนวน 240 ล้านหุ้น  มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท โดยทุนที่ออกและชำระแล้วมีจำนวน 90 ล้านบาท 

 

ที่มา..

aotto 9 months ago on Thu 12 Jan, 2017 08:56 / 9 months ago
S2M Platinum Member

aotto 9 months ago on Thu 12 Jan, 2017 09:00 / 9 months ago
S2M Platinum Member

"สกุณา บ่ายเจริญ" ขายบิ๊กล็อต HOTPOT ให้ "อภิชัย เตชะอุบล" ขึ้นนั่งผู้ถือหุ้นใหญ่

 

บริษัท ฮอท พอท จำกัด (มหาชน) หรือ HOTPOT ระบุว่า ตามที่มีรายการซื้อขายหุ้นในกระดานใหญ่ (Big Lot) เมื่อวานนี้ (11 ม.ค.) พบว่านางสาวสกุณา บ่ายเจริญ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และดำรงตำแหน่งกรรมการ และรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ได้ขายหุ้นจำนวน 20.5 ล้านหุ้น คิดเป็น 5.05% ในราคาหุ้นละ 2.80 บาท ให้แก่นายอภิชัย เตชะอุบล

ส่งผลให้โครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทเปลี่ยนแปลง โดยกลุ่มนายอภิชัย เตชะอุบล จะเข้ามาถือหุ้นใหญ่เป็นอันดับ 2 ด้วยสัดส่วนการถือหุ้น 24.50% จากเดิมที่มีอยู่ 19.45% โดยสัดส่วนการถือหุ้นดังกล่าวจะแบ่งเป็นของนายอภิชัย 22.26% และบมจ.ไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม (TFD) สัดส่วน 2.24%

ส่วนกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ยังคงเป็นรายเดิมคือกลุ่มนายสมพล ฤกษ์วิบูลย์ศรี แต่จะมีสัดส่วนการถือหุ้นลดลงเหลือ 29.41% จากเดิมที่ 34.46% แบ่งเป็น การถือหุ้นโดยนายสมพล 27.29% ,นางสาวสกุณา 1.61% และนางสาวอัณทิกา ฤกษ์วิบูลย์ศรี 0.52%

ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ดังกล่าว จะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทแต่อย่างใด แต่อาจจะส่งผลทำให้มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการ และผู้บริหารบางส่วน ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทก่อน ขณะที่การเข้าถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหม่ดังกล่าวไม่เข้าข่ายที่จะต้องทำคำเสนอซื้อหุ้นแต่อย่างใด

 

 

ที่มา..

aotto 9 months ago on Thu 12 Jan, 2017 09:06 / 9 months ago
S2M Platinum Member

aotto 9 months ago on Thu 12 Jan, 2017 09:08 / 9 months ago
S2M Platinum Member

aotto 9 months ago on Thu 12 Jan, 2017 09:09 / 9 months ago
S2M Platinum Member

aotto 9 months ago on Thu 12 Jan, 2017 09:16 / 9 months ago
S2M Platinum Member