เศรษฐศาสตร์กับการหาคู่

ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

แม้ความรักจะเป็นสิ่งที่ทุกคนโหยหาแต่ก็เป็นอะไรที่หลายคนกลัว​ เพราะมันเต็มไปด้วยคำถามที่อาจไม่มีคำตอบ

 

ควรจะมีแฟนเมื่อไหร่...คนในฝันของเราอยู่ที่ไหนกัน...เค้าไกลเกินเอื้อมหรือเปล่า...ทำไมสวย/หล่อแล้วเลือกได้...ทำไมเขาดีแค่ตอนจีบ...ทำไมรักหมดใจก็ยังไม่พอ...

 

คำถามเหล่านี้ต่อให้เป็นเทพแห่งความรักก็คงตอบได้ไม่หมด

 

แต่ที่ตลกที่สุดคือนับวันผมยิ่งเห็นว่าสาขาวิชาที่ถูกมองว่าไม่โรแมนติคที่สุดบางทีกลับสามารถช่วยให้คำตอบและวางกรอบความคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมหาคู่ของมนุษย์ได้อย่างไม่เลวเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เริ่มมีการศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์หาคู่มากขึ้นในระยะหลัง

 

เนื่องในโอกาสวันวาเลนไทน์ผมขอเสนอ​เกร็ดความรักจากมุมมองเศรษฐศาสตร์ที่หวังว่าจะเป็นประโยชน์หรืออย่างน้อยก็เป็นอาหารสมองที่น่าสนใจให้กับผู้อ่านครับ

 

1. หาแฟนคล้ายหางานมากกว่าที่คุณคิด

 

ตลาดหาคู่นั้นมีส่วนคล้ายกับตลาดแรงงานมากแต่กลับแตกต่างกับตลาดสินค้าอื่นๆ​ เช่น ตลาดนัดหรือตลาดหุ้นอย่างโดยสิ้นเชิง

 

เวลาเราซื้อหุ้น เราเลือกหุ้นตัวที่เราชอบ ตัวที่ราคามันคุ้มกับหยาดเหงื่อของเราและกับสิ่งดีๆ ที่มันจะให้กับเราในอนาคต แต่หุ้นไม่เคยมีโอกาสได้เลือกเรา

 

กลับกันเวลาคนสมัยใหม่ (ผู้ไม่ถูกคลุมถุงชน) จะเป็นคู่รักกัน เราเลือกเขายังไม่พอ เขาต้องเลือกเรากลับด้วย (เผลอๆ พ่อแม่เขาด้วย) มันถึงจะจับคู่ได้ไงครับ 

 

ลักษณะแบบนี้นักเศรษฐศาสตร์เรียกกันว่าการจับคู่ใน "ตลาดสองด้าน" (two-sided matching market) ที่ผู้คนต่างเข้ามาเสาะหาคู่ที่ตัวเองชอบที่สุดจากตัวเลือกอื่นๆ ทั้งหมดในตลาด ซึ่งอาจเป็นแค่ห้องเรียนเล็กๆ สมัยม.3 (puppy love) หรือเป็นเว็บบอร์ดหางานขนาดใหญ่

 

เราทุกคนต่างมีความพึงพอใจ (นักเศรษฐศาสตร์เรียก preference หรือภาษาคนเรียกว่า “สเปค”) ว่าเราต้องการให้คนรักของเรามีคุณสมบัติแบบไหนกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น หน้าตา ความคิด นิสัยใจคอ หรือ ฐานะอาชีพ หลักการไม่ต่างกับเวลาที่บริษัทคัดเลือกพนักงานโดยดูจากประสบการณ์บนซีวีหรือการศึกษาของผู้สมัครงาน​

 

ส่วนผู้สมัครงานเองก็ทำการศึกษาว่าบริษัทมีชื่อเสียงดีไหม​ ชั่วโมงโหดหรือไม่ เนื้องานเป็นอย่างไร และเนื่องจากการจับคู่ทั้งสองแบบมีความไม่แน่นอนสูง (เขาจะดีหรือเก่งอย่างที่บอกจริงหรือไม่) จึงมักมีช่วงที่ผู้เล่นทั้งสองฝั่งจะมาพบกันเพื่อตรวจสอบและอัพเดธ “ความเชื่อ” ในข้อมูลเกี่ยวกับอีกฝั่ง

 

นั่นก็คือการสอบสัมภาษณ์เวลาเราหางาน หรือการออกเดท/คบหาดูใจเวลาหาแฟน  การตรวจสเปคอย่างเอาเป็นเอาตายจึงทำให้มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ที่มีคุณสมบัติที่เป็นที่นิยมและขาดแคลนมากกว่าจะมีความได้เปรียบในการต่อรอง ไม่ว่าจะในการหางานหรือการหาคู่ 

 

ไม่แปลกที่เราเห็นอยู่บ่อยๆ ว่าคนสวยคนหล่อมัก “เลือกได้” และบางทีคนที่เราอยากจับคู่ด้วยอาจให้ความสำคัญกับคุณสมบัติบางอย่างที่เราควบคุมมันไม่ได้ง่ายๆ ที่ถึงแม้เราจะทดแทนด้วยสิ่งอื่นๆ ก็ยังไม่พอ เช่น หน้าตาหรือครอบครัวของเรา จึงไม่ควรทำร้ายตัวเองจนเกินไปครับ

 

การที่จะเกิดการจับคู่ได้ สเปคทั้งหมดไม่เพียงแต่ต้องลงรอยกันแต่ต้องถูกเปรียบเทียบกับตัวเลือกอื่นในตลาดด้วย  ด้วยเหตุนี้มันจึงเป็นไปได้ว่าคน 2 คนที่เท่าเทียมกันทุกอย่างแต่ดันไปพบคนพิเศษในคนละตลาดกัน คนหนึ่งอาจได้ลงเอยแบบสบายๆ แต่อีกคนอาจถูกทอดทิ้งแบบไม่แยแสไม่ว่าเขาจะทุ่มเทอะไรมากแค่ไหน เพียงเพราะว่าพวกเขา 2 คนนี้อยู่ในตลาดที่มีโครงสร้างและตัวเลือกอื่นๆ ที่แตกต่างกัน  เพราะฉะนั้นตลาดที่คุณกำลังหาคู่อยู่ก็มีความสำคัญไม่แพ้กับคุณสมบัติของคุณเองนะครับ 

 

 

2. การเป็นโสดไปก่อนบางทีก็เป็น strategy ที่ดีกว่า

 

นักเศรษฐศาสตร์แรงงานมัก​มองว่าการตัดสินใจเลือกงานจะขึ้นอยู่กับว่าค่าจ้างที่บริษัทให้มันสูงกว่าค่าจ้างที่หวัง​ (reservation wage) หรือไม่​ ถ้าไม่ถึงก็ควรรอ offer ที่ดีกว่าต่อไป คล้ายกับเวลาเรามีเพื่อนที่ช่างเลือก​ ใครจะดีแค่ไหนก็ยังไม่พอ จะเลือกที่จะเป็นโสดต่อไป 

 

ฉะนั้นการเป็นโสดในสายตานักเศรษฐศาสตร์ไม่ได้แปลว่าไม่มีใครต้องการเขาเสมอไป อาจจะเป็นเรื่องจริงที่โดยเฉลี่ยแล้วผู้ชายจะชอบผู้หญิงอายุน้อยกว่า แต่จากข้อมูลแค่นั้นก็สรุปห้วนๆ ไม่ได้เสียทีเดียวว่าผู้หญิงอายุมากนั้น “ขึ้นคาน” เพียงเพราะว่าผู้ชายไม่ชอบผู้หญิงอายุมาก เนื่องจากตลาดหาคู่เป็นตลาดที่มีสองด้าน ความพึงพอใจของฝ่ายหญิงจึงสำคัญไม่แพ้กัน อาจเป็นเพราะไม่มีใครถูกใจเขาพอหรือยังสู้การอยู่คนเดียวไม่ได้ก็เป็นได้​ ยิ่งคนที่มีซัพพอร์ตจากครอบครัว​ งานอดิเรก​ สัตว์​เลี้ยง​ หรือเพื่อนฝูงมากๆ การเป็นโสดอาจเป็นตัวเลือกที่ไม่ได้แย่ขนาดนั้น คล้าย​กับเวลาคนตกงานสามารถเคลมเงินชดเชยการว่างงานก้อนมหึมาได้อยู่เสมอ​ เขาก็จะไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนหางานเท่ากับในกรณีที่ตัวใครตัวมัน

 

ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์โนเบลในปี 2010 มองว่าหากเรายังไม่พบคนที่ชอบจริงๆ ควรรอและไม่ย่อท้อในการค้นหาคนคนนั้นต่อไป มันดีกว่าเสียเวลาไปกับการจับคู่ที่ไม่ยืนยง (unstable match) และปิดโอกาสตัวเองในตลาดหาคู่  ผมเองก็มองว่าเราเอาเวลาไปพัฒนาตัวเองให้มีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นก่อนเข้าตลาดครั้งต่อไปยังดีเสียกว่า

 

แต่จุดนี้ก็ต้องระวังสำหรับคนที่อยากมีคู่แต่ตั้งความหวังไว้สูงมาก (ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร) ​ยิ่งรอนานเท่าไหร่​ก็ยิ่งอาจทำให้คนที่สนใจจะมาจับคู่กับเรามีจำนวนน้อยลงได้เหมือนกัน เพราะนอกจากตลาดจะเล็กลงตามอายุแล้ว อีกฝั่งอาจมองไม่เห็นว่าเรากำลังหวังสูง แต่กลับสรุปเอาเองว่าเรา ไม่ค่อยเป็นที่น่าสนใจ จึงยังโสดอยู่ถึงทุกวันนี้  ไม่ต่างกับเวลาที่ซีวีเราเริ่มด่างพร้อยในสายตาบริษัทเมื่อคนเราตกงานมาเป็นเวลานาน

 

จุดนี้น่าสนใจและอาจช่วยอธิบายได้ว่าทำไมเราถึงเห็นคนที่อายุมากๆ เมื่อคบกันแล้วเดี๋ยวเดียวก็แต่งงานมีลูกเลย ในขณะที่พวกที่คบกันมาตั้งแต่ประถมคบไปเป็น​สิบปีแต่เลิกกันดื้อๆ ก็มี  อาจเป็นเพราะเขาเหล่านี้เวลาเริ่มน้อยลงจนต้องยอมลดความหวังหรือไม่ก็รู้สึกว่าต้องเพิ่มความพยายามในการค้นหาคู่ชีวิต​ (search effort) ในช่วงโค้งสุดท้ายก็เป็นได้

 

 

3. สัญญานรักสำคัญไฉน

 

ในเมื่อบางทีการแข่งขันมันสูงในตลาดหาคู่ ก็​ไม่แปลกที่เราอาจได้เห็น “ด้านมืด” ของความรักที่มักมาในคราบการโกหก หลอกลวง​หลังจากเข้าสู่ช่วง “หมดโปร” หรือ การบอกรักแบบไม่มีความหมาย ทำนองว่า “เอะอะก็ว่ารัก เอะอะก็คิดถึง”

 

ปัญหาคนหลอกลวง ไม่ว่าจะระดับร้ายแรงขนาดสาบานว่าจะรักตลอดไปแต่กลับไปมีชู้ หรือเล็กน้อยแบบเวลาเลือกฟิลเตอร์รูปโปรไฟล์​ ต่างสร้างปัญหาในตลาดหาคู่ทั้งนั้น​ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ผู้อื่นเสียเวลาหรือเป็นการสร้างความไม่แน่นอน

 

เว็บไซต์​หาคู่​ออนไลน์​เกาหลีแห่งหนึ่งเคยขอให้ทีมนักเศรษฐศาสตร์ช่วยแก้ปัญหา “ตลาดติดขัด” ที่เต็มไปด้วยสัญญานรักลมๆ แล้งๆ  (ทำนองว่าบอกทุกคนว่ารักมากหรือชวนทุกคนไปกินข้าวดูหนังแต่กลับไม่ไปจริง) เพราะว่าการบอกรักออนไลน์หรือส่งซิกเดี๋ยวนี้มันง่ายกว่าปลอกกล้วยเสียอีก (ถ้าเทียบกับการระดมความกล้าบอกรักต่อหน้าเขาแบบสมัยก่อน)

 

ทีมนักเศรษฐศาสตร์เขาจึงลองเสนอให้กำหนดให้ผู้ใช้งานแต่ละคนมี “กุหลาบเวอร์ชวล” พิเศษคนละแค่สองดอกเพื่อส่งให้ผู้ใช้งานที่ถูกใจที่สุดเท่านั้น ปรากฏว่าวิธีนี้ทำให้ตลาดทำงานได้คล่องขึ้นจริงๆ เพราะว่าการเพิ่มต้นทุนของสัญญานรักในโลกที่อะไรๆ ก็ง่ายไปหมดเริ่มทำให้สัญญานเหล่านี้มีค่าขึ้น

 

เวลาเราได้รับกุหลาบนี้เราจะทราบทันทีว่าผู้ส่ง “สูญเสีย” อะไรที่มีค่าต่อเขามากเพราะการที่เขาเลือกส่งมันมาให้เราทำให้เขาไม่สามารถส่งมันไปให้กับคนอื่นได้ แสดงว่าเขาต้องสนใจเรามากพอสมควรไม่ใช่แค่หวังหว่านแห

 

เห็นแบบนี้แล้วจึงอดคิดไม่ได้ถึงเรื่องราวสนุกๆ เกี่ยวกับสิ่งที่คนเราทุ่มเทให้กันและกันก่อนเริ่มคบหากัน (ยอมเดินเปียกฝนไปส่งด้วย ลงมือทำขนมให้เป็นของขวัญทั้งๆ ที่ก็ทำไม่ค่อยจะเป็น หรือทุ่มทุนค่าขนมทั้งเดือนซื้อตุ๊กตาตัวที่ใหญ่ที่สุดในร้านที่จริงๆ แล้วเขาอาจไม่ได้อยากได้) ทั้งๆ ที่พอลองนึกดูแล้วมันมีวิธีที่ “ต้นทุนถูกกว่า” (เช่น ให้แค่ลูกอมฮาร์ทบีท) 

 

ทั้งหมดนี้เป็นวิธีแก้ปัญหา สัญญานไร้ค่า ที่คล้ายกับเวลาที่ใบปริญญาหรือใบเซอร์ทำหน้าที่ช่วยสื่อถึงคุณภาพของคนๆ หนึ่งว่าเป็นแรงงานที่มีความสามารถไม่ธรรมดา เนื่องจากการได้กระดาษแผ่นนั้นมาเป็นอะไรที่มีต้นทุนสูง ใช้เวลานานยังไม่พอแถมยังต้องผ่านการคัดเลือกและการทดสอบมากมายอีกด้วย

 

แต่การเพิ่มต้นทุนของสัญญานก็ไม่ใช่วิธีเดียวที่มนุษย์เราคิดค้นขึ้นมาแก้ปัญหาจำพวกนี้ 

 

คุณสมบัติบางประเภท เช่น ประวัติอาชญากรรม เดี๋ยวนี้เว็บไซต์หาคู่ออนไลน์สามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่แรกแล้ว  ส่วนปัญหาความไม่แน่นอนของคุณสมบัติอื่นๆ ที่ตรวจสอบไม่ได้ง่ายๆ

 

เช่น ความจริงใจหรือความมั่นคงในหน้าที่การงานซึ่งอาจเปลี่ยนไปตามกาลเวลานั้นมนุษยชาติก็ได้หาวิธีบรรเทาความเสียหายหากต้องเลิกราด้วยนวัตกรรมทางกฎหมายไว้แล้ว (ทั้งทางการและไม่ทางการ) เช่น การเซ็นสัญญาก่อนแต่ง และ ธรรมเนียมสินสอดทองหมั้น

 

4. ลด “ต้นทุนอกหักเพื่อให้คุณ “เล่นของสูง”

 

กี่ครั้งแล้วที่คนเราล้มเลิกความคิดที่จะติดต่อหรือทำความรู้จักกับคนที่เราคิดว่า “สูงเกินเอื้อม” เพราะกลัวทนคำปฏิเสธไม่ไหว

 

นี่เป็นหนึ่งในตัวอย่างของพฤติกรรมกลยุทธ์ (strategic behavior) ที่นักเศรษฐศาสตร์มักทดสอบในข้อมูลตลาดแรงงานเนื่องจากมันสร้างปัญหาร้ายแรงได้ 2 ทาง 

 

หนึ่งคือ สำหรับคนที่กลัวเจ็บ มันทำให้เขาหันไปเลือกตัวเลือกอื่นทั้งที่จริงๆ แล้วก็รู้ดีอยู่ว่ามันไม่ได้ดีที่สุดต่อตัวเขาเอง พูดง่ายๆ​ก็คือหวังต่ำไป น่าเสียดาย

 

สองคือ คนที่หลายคนมองว่าสูงเกินเอื้อม อาจโชคร้ายโดยไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ได้จับคู่กับตัวเลือกที่สมกับคุณสมบัติของตน เนื่องจากคนเหล่านั้น “ปอดแหก” กันไปเสียก่อน

 

งานวิจัยโดย Hitsch กับ Hortacsu และ Ariely พบว่าในการวิเคราะห์ข้อมูลจากเว็บไซต์หาคู่ออนไลน์นั้นไม่ปรากฏว่าผู้ใช้งานพยายามป้องกันตัวเองเลย (http://home.uchicago.edu/~ghitsch/Hitsch-Research/Guenter_Hitsch_files/Online-Matching-Sorting.pdf)

 

 พูดง่ายๆ ก็คือ คนที่หน้าตาดีระดับต่ำๆ ก็ยังคงส่งซิกว่า “สนใจ” ให้กับคนที่หน้าตาดีมากๆ แบบไม่ลดละเมื่อเทียบกับการส่งซิกของคนที่หน้าตาดีระดับสูงกว่าเขา  ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะว่าการหาคู่ออนไลน์มันมีต้นทุนอกหักที่ต่ำกว่าการหาคู่ออฟไลน์ คนไม่ค่อยคิดมากในการส่งซิกด้วยมือถือ ซึ่งกลับกันเราอาจต้องคิดหนักมากเมื่อต้องตัดสินใจส่งซิกในบาร์ หรือต้องชวนคนที่ชอบให้นั่งติดกันตอนไปทัศนศึกษาสมัยเด็กๆ 

 

จุดนี้ถือเป็นข้อดีของการหาคู่ออนไลน์เนื่องจากมันช่วยลดโอกาสที่จะมีคู่บุพเพสันนิวาสที่ดันดวงกุด ไม่ได้พบกันเพียงเพราะว่ามีใครคนนึงเขินอายกลัวเจ็บเกินไปครับ

 

สรุป

 

จากมุมมองเศรษฐศาสตร์แล้ว (ซึ่งอธิบายการหาคู่ได้แค่บางส่วน) เราควรเข้าใจว่า

 

1. ตลาดหาคู่เป็นตลาดสองทางและมีการแข่งขันด้วยคุณสมบัติตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการเป็นโสดเพื่อพัฒนาคุณสมบัติตนเองหรือเพื่อรอโอกาสที่ดีกว่า ไม่ได้แย่อย่างที่หลายคนคิด

 

2. โครงสร้างตลาดมีส่วนสำคัญในการจับคู่  หากเลือกได้ควรเลือกให้คุณได้เปรียบคู่แข่งเสมอ 

 

3. ควรคำนึงถึงคุณค่าและคุณภาพของสัญญานรัก 

 

4. พยายามลดต้นทุนอกหักให้ได้เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้จับคู่กับคนที่คุณชอบที่สุด

 

แต่ต้องไม่ลืมว่าทั้งหมดที่กล่าวไปข้างบนนั้นไม่ใช่ความรักต่ออีกคนเลยสักนิด เป็นแค่ความรักต่อตัวเองทั้งสิ้น 

 

บางคนอาจคิดว่าเวลาคบกันใหม่ๆ ความหวานชื่นช่วงแรกที่หวานที่สุดนั้นคือความรัก  แต่ผู้เขียนคิดว่าในช่วงนั้นความรักที่แท้จริงยังไม่ได้มีโอกาสผลิบานเลยด้วยซ้ำ  เป็นแค่เกมการค้นหากันระหว่างสองคู่ค้าในตลาดหาคู่เท่านั้น  พูดง่ายๆ คือมันเป็นแค่เกมทางชีววิทยา

 

กรอบความคิดเหล่านี้อาจพาคุณไปหาคู่ครองในฝันที่คุณวาดภาพเอาไว้ได้จริงในวันที่คุณทั้งสองเซ็นสัญญารักร่วมกันแต่มันไม่การันตีว่าสัญญาของคุณจะถูกต่อออกไปยาวจนชั่วชีวิตหรือจะมีความสุขอย่างที่ใฝ่ฝันเอาไว้ตั้งแต่ต้น

 

สิ่งที่จะทำให้ชีวิตคู่มีความสุข มีรสชาติ และไม่เสียดายชาติเกิดจะมาจากการหมั่นดูแลคนที่เขายอมมาจับคู่กับคุณทั้งๆ ที่เขาเองก็มีตัวเลือกอื่นๆ มากมาย (รวมถึงอยู่คนเดียว) และจะมาจากการกระทำต่อๆ ไปของคุณให้เขาไม่ผิดหวังจากวันแรกพบต่างหากครับ

 

Happy Valentine’s Day ล่วงหน้าครับ


คุณชอบบทความนี้ใช่ไหม กรอก E-mail เพื่อรับบทความ
ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

ผู้เขียนเป็นเจ้าของเว็บไซต์ settakid.com ที่วิเคราะห์ประเด็นเปลี่ยนโลกผ่านมุมมองเศรษฐศาสตร์แบบเข้าใจง่ายๆ  คุณ ณภัทรจบปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลและจอนส์ ฮอปกินส์ เคยมีประสบการณ์ทำวิจัยที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดและธนาคารโลก ขณะนี้กำลังทำปริญญาเอกสาขาเศรษฐศาสตร์ประยุกต์อยู่ที่มหาวิทยาลัยมินนิโซต้า เป็นนักเขียนรับเชิญของ stock2morrow และเป็นคอลัมนิสต์ประจำสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า