อารมณ์ของนายตลาด : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

stock2morrow

เรื่องของกลยุทธ์การลงทุนนั้น  คำพูดที่มักถูกอ้างอิงเสมอก็คือ  “จงขายหุ้นเมื่อทุกคนโลภ (กล้า) และซื้อหุ้นเมื่อทุกคนกลัว”  หรือบางทีก็ใช้คำพูดโด่งดังของเบน เกรแฮม ที่เปรียบเปรยตลาดหุ้นเหมือนกับ  “นายตลาด” ที่เป็น “หุ้นส่วน” กับเรา 

ทุกวันเขาก็จะมาเสนอซื้อหรือขายหุ้นในส่วนของเขาให้กับเรา  ซึ่งเราจะรับข้อเสนอของเขาหรือไม่เขาก็ไม่สนใจและไม่โกรธ 

อย่างไรก็ตาม  เขาเป็นคนที่มี  “อารมณ์แปรปรวน  ไม่อยู่กับร่องกับรอย”    ในบางช่วงเวลาที่มีอารมณ์ดี  เขาก็จะเสนอซื้อหุ้นของเราในราคาที่สูงลิ่วเกินความจริงไปมาก   แต่เวลาที่เศร้าหมองหดหู่  เขาก็เสนอขายหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก  ถ้าเป็นกรณีแบบนี้  เราอย่าไปตามเขา  แต่ถือโอกาสทำกำไรจากการกระทำของเขา

 

ปัญหาก็คือ  เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเขากำลังอารมณ์ดีหรือหดหู่? 

 

ราคาหุ้นที่สูงขึ้นอาจจะมาจากผลประกอบการที่ดีก็ได้เช่นเดียวกับหุ้นที่ตกลงมาอาจจะมาจากผลประกอบการที่กำลังจะแย่ลงก็ได้  มีอะไรเป็นสัญญาณที่บอกว่าอารมณ์เขากำลังดีหรือร้าย?

 

วิธีที่จะดูว่าอารมณ์ของคนหรือตลาดหุ้นโดยรวม ซึ่งก็คือนักลงทุนจำนวนมากในตลาดหลักทรัพย์กำลังมีอารมณ์ประมาณไหนนั้น  ผมชอบโมเดลความคิดของ Peter Atwater ผู้เขียนหนังสือชื่อ “Moods and Markets” ที่ว่าเวลาที่คนกำลังมีอารมณ์ที่ดีกับการลงทุนหรือธุรกิจอะไรก็ตามนั้น  พวกเขาก็จะมีความมั่นใจสูงกว่าปกติเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  เขามักจะมองเห็นแต่ความแน่นอนในอนาคต  และดังนั้นเขาก็จะ  “กล้า” และปฏิบัติในสิ่งที่เขาคาดว่าจะทำให้เขาได้รับประโยชน์เต็มที่  

 

ตรงกันข้าม  ถ้าเขาอารมณ์แย่  เขาก็จะเห็นแต่ความไม่แน่นอนในอนาคต  เขาจะ “กลัว” และจะคิดและปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงให้ต่ำที่สุด  นั่นเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลและของตลาดโดยรวมด้วย  เพราะตลาดก็คือบุคคลจำนวนมากที่เข้ามาอยู่รวมกัน  ปีเตอร์บอกว่า  อารมณ์นี่แหละที่เป็นตัวขับดันให้ราคาหุ้นหรือดัชนีตลาดเคลื่อนไหวขึ้นลง  ดังนั้น  ถ้าเราเข้าใจเรื่องอารมณ์ของคนและตลาด  เราก็จะสามารถคาดการณ์เรื่องของราคาและสามารถจับจังหวะการลงทุนได้อย่างถูกต้อง

ปีเตอร์บอกว่า เมื่อคนกำลังขาดความมั่นใจและ “กลัว” สิ่งที่เขาจะคิดถึงก่อนเลยก็คือ  “ตัวฉัน  ที่นี่  เดี๋ยวนี้”  แต่ในยามที่มีความมั่นใจสูงเขามักจะ “กล้า” และคิดว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะเป็นไปตามที่เขาคาดไว้อย่างแน่นอน  ดังนั้น  ความคิดของเขาก็จะเปลี่ยนไปเป็น  “พวกเรา  ทุกแห่งหน  ตลอดไป”  และนี่ก็คือโมเดลง่าย ๆ ที่เขาใช้ในการดูหรือประเมินระดับของความกล้าหรือกลัวหรืออารมณ์ของตลาด

 

ตัวอย่างเล็ก ๆ  ที่เรามักจะเห็นในช่วงที่นักลงทุนอยู่ใน “อารมณ์ไม่ดี” ก็เช่น  พอเห็นหุ้นขึ้นมา 2-3 ช่วงเขาก็รีบขายแล้ว  เขากลัวว่าถือไว้ต่อไปเดี๋ยวหุ้นจะตกลงมากลายเป็นขาดทุน  แต่ในยามที่นักลงทุนกำลัง “อารมณ์ดี”  พวกเขาก็มักจะ “กล้า” ถือยาว  เขามีความมั่นใจกับตลาดหุ้นมากว่ามันจะวิ่งต่อไปเรื่อย ๆ  เขามักคิดว่าต่อให้หุ้นตกลงมาเดี๋ยวก็วิ่งขึ้นไปใหม่  ดังนั้น  เขาจึงมักชอบที่จะ  “Let Profit Run” คือถือหุ้นยาวต่อไปเพื่อทำกำไรมากขึ้น

 

ในยามที่ Mood หรืออารมณ์ของคนหรือตลาดกำลังดีนั้น  คนมักจะคิดถึงการ “ร่วมมือ”  เป็นหุ้นส่วนหรือมีความสัมพันธ์กับคนอื่นหรือบริษัทอื่น  เป็นความคิด  “พวกเรา”  ถ้าเป็นนักลงทุนก็อาจจะเป็นการเข้าไปเล่นหุ้นตัวเดียวกัน  ซื้อหุ้นตามกัน  บริษัทเองก็คิดถึงการขยายงานมีผลิตภัณฑ์ใหม่  ออกไปขยายธุรกิจในต่างประเทศ   ซื้อหรือควบรวมกิจการต่าง ๆ จำนวนมาก   สถาบันการเงินก็มักจะอยากปล่อยกู้มากขึ้น  พวกเขาไม่กลัวความเสี่ยงเพราะพวกเขา  “มั่นใจ” กับอนาคตที่เขามองดูแล้ว  “แน่นอน”  นี่ก็คือแนวคิด  “ทุกแห่งหน”   เช่นเดียวกับเรื่องมุมมองของกรอบระยะเวลาที่พวกเขามักจะ  “รอได้”  บางทียิ่งยาวยิ่งดี 

 

โครงการอาจจะใช้เวลาทำงานนานกว่าจะส่งผลถึงกำไรหรือผลประกอบการของบริษัท  บ่อยครั้ง  ขอให้มี  Story หรือเรื่องราวดี ๆ  ก็พอแล้วสำหรับบริษัท  สำหรับนักลงทุนเองนั้น  ในยามที่พวกเขาอารมณ์ดีกับการลงทุน  ความคิดของเขาก็คือ  เขามีความมั่นใจที่จะถือหุ้นยาว  ไม่อยาก  “ขายหมู” นี่คือแนวคิด  “ตลอดไป”

 

ในภาวะที่อารมณ์ของตลาดดี  ความเสี่ยงดูเหมือนว่าจะมีน้อย  เขามีความมั่นใจว่าอนาคตจะเป็นอย่างที่คาดอย่างแน่นอน  ดังนั้น  เขาไม่กลัว  ถ้าเป็นบริษัทผู้ประกอบการเขาก็จะกล้าลงทุนในสิ่งที่บางทีเขาไม่เคยทำ  ถ้าเป็นสถาบันการเงินหรือนักลงทุนเขาก็กล้าที่จะลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงสูงอย่างเช่นแม้กระทั่งการซื้อตั๋ว BE ของบริษัทที่มีหนี้จำนวนมากและกิจการมีความผันผวน  พวกเขาคิดว่า  “ไม่เสี่ยง”

ในยามที่อารมณ์ของคนและตลาดเลวร้ายนั้น  ทุกอย่างก็จะเป็นไปในทางตรงกันข้าม  บริษัทก็อาจจะคิดถึงแต่ตัวเอง  พวกเขาคิดว่า “ต้องเอาตัวรอด”  นักลงทุนเล่นหุ้นที่เคยเล่นกันเป็นกลุ่มซื้อหุ้นตัวเดียวกันนั้นเวลานี้อาจจะมีคน  “แอบขาย”  เอาตัวรอด   นี่ก็คือเน้นที่  “ตัวฉัน”  บริษัทที่เคยขยายงานซื้อกิจการทั่วไปหมดก็จะเริ่ม “ขาย”  หรือเลิกทำธุรกิจที่  “มีแต่ขาดทุน”  คนที่เคยไป  “ลุยต่างประเทศ”  อาจจะเริ่มกลับบ้านเพราะธุรกิจไปไม่ไหวเพราะ  “สภาพแวดล้อมไม่เหมือนกัน”  ข้ออ้างต่าง ๆ  เพื่อที่จะลดภาระและความเสียหายและกลับมาเน้นในสิ่งที่ตนเองถนัดที่บ้าน   “ที่นี้”  

 

นอกจากนั้น  กรอบเวลาที่อาจจะเคยยาวหรือ  “ยาวตลอดไป” ในยามที่อารมณ์ยังดีอยู่นั้นเปลี่ยนมาเป็น  “เดี๋ยวนี้”   บริษัทของเราไม่ต้องการทำอะไรหรือลงทุนอะไรที่ใช้เวลายาวนานกว่าจะเห็นผลหรือเห็นกำไร  นักลงทุนที่เคยถือหุ้นได้ยาวนานในยามที่อารมณ์ยังดีก็ถือหุ้นสั้นลง   เขาคิดว่าใครจะเห็นอนาคตที่ยาวไกลได้  ถ้าได้กำไรก็ต้องเอาไว้ก่อน  เงินสดก็ต้องมีมากขึ้น

 

ยามที่อารมณ์ตลาดแย่นั้น  ความเสี่ยงดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด  โครงการอะไรที่ยังมีความไม่แน่นอนโดยเฉพาะทางด้านของการตลาดก็จะไม่ได้รับการอนุมัติ  นักลงทุนในตลาดหุ้นเองนั้นก็ระมัดระวังไม่ยอมซื้อหุ้นที่ยังไม่ได้แสดงผลประกอบการที่ดีให้เป็นที่ประจักษ์ 

 

แม้แต่หุ้น IPO เองที่เคยเป็นหุ้นที่ทุกคนอยากได้โดยไม่สนใจถึงคุณค่าและความถูกความแพงก็จะถูกปฏิเสธ  หุ้นเข้าใหม่จึงมีน้อยลงไปมาก  หุ้นที่มี PE สูงลิ่วโดยที่ไม่ได้มีความโดดเด่นพิเศษจะถูกหลีกเลี่ยง  ค่า PE โดยรวมของตลาดลดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว  หุ้นที่มี PE สูงลิ่วแบบ 30 เท่าขึ้นไปแทบจะไม่มี หุ้นที่ PE จากกำไรปกติสูงถึง 50 เท่าขึ้นไปนั้นแทบเป็นไปไม่ได้  เพราะคนกำลังกลัวความเสี่ยง

 

โมเดล “ตัวฉัน  ที่นี่  เดี๋ยวนี้”  กับ  “พวกเรา ทุกแห่งหน  ตลอดไป”  เป็นการมองอารมณ์ในแง่ร้ายสุดไปจนถึงดีสุด  แน่นอน  น้อยครั้งที่ตลาดหรือตัวหุ้นแต่ละตัวจะเป็นแบบนี้  ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ระหว่างสองขั้ว    อย่างไรก็ตาม  โดยการสังเกตพฤติกรรมของตลาดโดยรวมหรือตัวหุ้นที่เราสนใจว่ามีอาการอย่างไร  เราก็จะรู้ว่าในขณะนั้นอารมณ์ของคนหรือนักลงทุนในตลาดหรือหุ้นตัวนั้นน่าจะเป็นอย่างไร 

ตัวอย่างเช่น  มีบริษัทจำนวนมากขยายงานกันมาก  หรือคนลงทุนยอมซื้อหุ้นที่มี PE สูงจำนวนมาก  นั่นก็แสดงว่าอารมณ์ของตลาดค่อนข้างดี  ถ้าเป็นแบบนี้เราเองอาจจะต้องระวัง  เพราะเราไม่ต้องการซื้อหุ้นในยามที่คน “กล้า”  หรือโลภ   เป็นต้น  เช่นเดียวกัน  เวลาเราเจอหุ้นบางตัวที่มีอาการว่าคนเข้าไปซื้อด้วยอารมณ์ที่ดีมากเกินไปจนหุ้นมีราคาแพงมาก PE สูง 50-100 เท่า  เราก็อาจจะต้องหลีกเลี่ยง  เพราะส่วนใหญ่แล้ว  หุ้นนั้นมักจะไม่ค่อยดีจริง  อารมณ์ของคนที่เข้าไปเล่นต่างหากที่ดีเกินไป

 

ที่มา Thaivi : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 


คุณชอบบทความนี้ใช่ไหมแอด
LINE : @stock2morrow
เพิ่มเพื่อน
หรือ กรอก E-mailเพื่อรับบทความ
stock2morrow

ศูนย์รวมความรู้เรื่องหุ้น ศูนย์รวมนักลงทุนรายย่อย ที่อยากรู้วิธีการลงทุนในหุ้นอย่างถูกต้องและได้กำไรอย่างยั่งยืน ติดตามเราได้ที่ LINE@stock2morrow, FB:stock2morrow และ www.stock2morrow.com